::>Dhammakid.คอม : มหานครธรรมะสำหรับคนรุ่นใหม่
พฤษภาคม 21, 2012, 11:54:55 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ขณะนี้เว็บไซต์ธรรมะคิด ได้เปิดรับสมัครสมาชิกเว็บบอร์ดเพิ่มแล้วสามารถ คลิกสมัครสมาชิก ได้แล้วค่ะ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:19:54 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย cocore
ขอบคุณนะครับ

 2 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:22:14 AM 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"หลวงพี่บวชถึง ๑๐ พรรษาหรือยังครับ" นายจ่อยถามพระบัวเฮียว หลังจากลูกศิษย์วัดกลับไปแล้ว
"อาตมาบวชครบเดือนเมื่อวานนี้เอง" หลวงพี่ตอบ รู้ว่าชายผู้นี้เป็นหลานพระครู เห็นจะต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ อย่างน้อยก็เป็นการตอบแทนบุญคุณที่ท่านพระครูมีต่อท่าน
"จริงหรือครับ ผมนึกว่าหลวงพี่บวชมาไม่ต่ำกว่า ๑๐ พรรษาเสียอีก" นายจ่อยคิดว่าอายุของหลวงพี่รูปนี้คงประมาณสัก ๔๐ หรือกว่านั้น
"อาตมาดูแก่มากขนาดนั้นเชียวหรือ" ท่านถาม
"ไม่แก่หรอกครับ" ผมว่าหลวงพี่ดูเหมือนคนสักสามสิบหกสามสิบเจ็ด" พูดหมายเอาใจหลวงพี่ หากฝ่ายนั้นกลับโวยวายว่า
"เห็นไหม ในที่สุดคุณก็ว่าอาตมาแก่จริง ๆ นั่นแหละ มีอย่างหรืออาตมาเพิ่งอายุยี่สิบหก กลับมาว่าแก่กว่าอายุตั้งสิบปี" พูดอย่างน้อยใจ
"จริงหรือครับ ถ้างั้นหลวงพี่ก็แก่กว่าผมปีเดียวเอง แหม ผมนึกว่าหลวงพี่อายุสี่สิบเสียอีก ว่าแต่ว่าพหลวงพี่จำไม่ผิดนะครับ หรือว่าโยมแม่เขาไปแจ้งเกิดตอนหลวงพี่สิบขวบ" นายจ่อยไม่วายกังขา
"พูดยังงั้นมันไม่สวยนาคุณนาอยู่ดีไม่ว่าดี มาเที่ยวค่อนแคะคนอื่นเขา ไม่เคยมีใครว่าอาตมาอย่างนี้นอกจากคุณ" พระบัวเฮียวออกโกรธ ๆ นายจ่อยเห็นท่าไม่ดีจึงรีบแก้ว่า
"ใจเย็น ๆ ซิครับหลวงพี่ ผมล้อเล่นเท่านั้นเอง ก็หลวงพี่ดูสงบเสงี่ยมน่าเลื่อมใสผิดกับพระทั่ว ๆ ไปที่ผมเคยรู้จัก ผมก็เลยนึกว่าหลวงพี่แก่พรรษา พวกพระแถวบ้านผมเสียอีกยังไม่ได้เรื่อง"
"ไม่ได้เรื่องยังไง" พระบัวเฮียวอารมณ์ดีขึ้นนิดหนึ่ง
"ก็ไม่น่าเลื่อมใสเหมือนอย่างหลวงพี่น่ะซีครับ เป็นต้นว่าไม่สำรวมกิริยา จะเดินจะเหินก็ว่ากันเสียจีวรปลิว แถมตอนเย็น ๆ ก็ถกเขมรเตะตะกร้อกันเป็นที่ครื้นเครง ยิ่งองค์ที่ชื่อหลวงตาทองยิ่งหนักกว่าเพื่อนเมาเช้าเมาเย็น เดินโซซัดโซเซไม่ตรงทางเหมือนคนอื่นเขา"
"แล้วสมภารเขาไม่เข้มงวดเอาหรือ"
"สมภารน่ะตัวร้าย ไม่เคยอยู่วัดหรอกครับ ชาวบ้านเขาลือกันว่าแกไปอยู่กับเมีย วันโกนกันพระถึงกลับวัด" นายจ่อยอ้าง "ชาวบ้าน"
"เป็นพระมีเมียได้หรือ" หลวงพี่ค้านด้วยไม่เคยฟังเรื่องนี้มาก่อน
"พระแท้น่ะมีไม่ได้แน่ แต่นี่มันพระปลอมน่ะครับ พวกมาอาศัยผ้าเหลืองหากิน อย่างหลวงตาทองนี่แกติดเหล้ามาก่อน ที่มาบวชก็เพื่อจะให้เลิกเหล้า แต่ก็เลิกไม่ได้ ส่วนสมภารนั่น ผมก็ไม่ได้ใส่ร้ายแกหรอก เคยมีชาวบ้านเขาแอบไปดูที่บ้านเมียแก ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ" นายจ่อยไม่ได้บอกว่าตัวเขาก็ไปดูกับ "ชาวบ้าน" ด้วย
"แล้วทำไมเขาไม่จับสึกเสียล่ะ" แบบนี้เสียชื่อเสียงวัด แล้วก็ยังทำให้พระศาสนามัวหมอง" พระบัวเฮียวรู้สึกไม่สบายใจที่ได้ยินได้ฟัง
"เรื่องมันยาวครับหลวงพี่ คือ สมภารแกเป็นคนมีอิทธิพล นัยว่าก่อนบวชเคยเป็นนักเลงมาก่อน พอชาวบ้านเขาจะเอาเรื่อง แกก็ใช้วิธีเชือดไก่ให้ลิงดู คืออยู่ ๆ กรรมการวัดคนที่เป็นตัวตั้งตัวตีก็ถูกฆ่าตาย เขารู้กันทั้งบางว่าสมภารเป็นผู้บงการ แต่ไม่มีใครกล้าฟ้องร้อง เรื่องก็เลยเงียบไป"
"แบบนี้ก็แย่น่ะซี" คนฟังรู้สึกเศร้าสลดในหัวใจยิ่งนัก
"แย่หรือไม่แย่พวกชาวบ้านเขาก็ประท้วงด้วยการเลิกทำบุญตักบาตรก็ในเมื่อพระทำตัวไม่ดี คนก็หมดความเลื่อมใส"
"ผมว่าทำอย่างนั้นก็ไม่ถูก การที่เราเห็นพระไม่ดีเพียงบางส่วน แล้วจะมาเหมาเอาว่าพระเป็นอย่างนั้นทั้งหมดมันก็ไม่ยุติธรรมกับพระ เพราะพระดี ๆ ยังมีอีกมาก อีกประการหนึ่ง การเลิกทำบุญทำทาน ก็เป็นการตัดทางกุศลของตัวเอง"
"หมายความว่าอย่างไรครับ"
"ก็หมายความว่า เมื่อเราเลิกทำบุญ ก็เป็นการตัดโอกาสทางสวรรค์ ตัดโอกาสการสร้างสมบารมี เช่น ทานบารมี เป็นต้น คุณต้องเข้าใจนะว่า พระก็คือคนนั่นแหละ แล้วคนก็มีทั้งคนดีและคนชั่ว เมื่อคนมาบวชพระ ก็เลยมีทั้งพระดีและพระชั่ว แต่ถึงเราจะทำบุญกับพระชั่ว ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องชั่วตามท่านไปด้วย"
"อ้าว ถ้าอย่างนั้น สมมุติว่าผมทำบุญกับหลวงตาทองยี่สิบบาท แล้วแกเอาเงินนั้นไปซื้อเหล้ากัน ในฐานะที่ผมเป็นเจ้าของเงิน ผมไม่บาปหรือไง" นายจ่อยค้าน
"นั่นแสดงว่าคุณเข้าใจผิด การทำบุญนั้น ไม่ว่าจะทำกับใคร ถ้าเราทำด้วยบริสุทธิ์ใจ และของทำบุญนั้นได้มาด้วยความบริสุทธิ์ เราก็ได้บุญแล้ว สมมุติว่ามีพระรูปหนึ่งมาบอกบุญว่าจะเอาเงินไปสร้างโบสถ์ คุณเชื่อ จึงทำบุญไปยี่สิบบาทด้วยความเต็มใจ เมื่อคุณทำ คุณก็ได้บุญทันทีนั่นคือคุณเกิดปีติ อิ่มเอิบใจว่าได้ทำบุญ ทีนี้ถ้าพระรูปนั้นเองเงินไปซื้อเหล้ากิน ท่านก็บาปเอง โดยที่บาปนั้นไม่มาถึงคุณแน่นอน เพราะคุณไม่รู้เห็นเป็นใจกับท่าน แต่ถ้าท่านนำไปสร้างโบสถ์จริง คุณก็ได้บุญสองต่อ เพราะฉะนั้นการทำบุญทำเมื่อไหร่ก็ได้บุญเมื่อนั้น สุดแต่ว่าจะได้มากได้น้อย และที่สำคัญคือ การทำบุญเป็นการสืบต่อพระศาสนา เพราะถ้าคนพากันคิดเหมือนกันหมดว่า เมื่อพระทำตัวไม่ดีเขาก็เลิกทำบุญ ต่อไปพระศาสนาก็จะตั้งอยู่ไม่ได้ จริงไหม" หลวงพี่อธิบายเสียยืดยาว ชั่วเวลาเพียงเดือนเดียวของการบวช ท่านหูตากว้างขึ้น สามารถเข้าใจอะไร ๆ ได้ลึกซึ้งกว่าแต่ก่อน
"คงจะจริงอย่างที่หลวงพี่ว่า คนที่มาบวชเป็นพระ บางคนเขาก็ไม่ได้ตั้งใจบวช คือไม่ได้มาบวชเพื่อละกิเลส แต่บวชด้วยเหตุผลอื่น บางคนลูกเกเรไม่เอาถ่านก็จับบวช บางคนไปปล้นไปฆ่าเขามา ก็มาอาศัยผ้าเหลืองหลบภัย วัดก็เลยกลายเป็นที่รวมของคนชั่ว แม้แต่หมาแมวที่ไม่ดีคนเขาก็เอามาปล่อยวัด ก็ต้องรับกรรมกันไป" นายจ่อยพูดปลง ๆ
"แต่ถึงจะเป็นคนชั่วมาก่อน ถ้าบวชแล้วกลับตัวกลับใจได้ ก็นับเป็นวาสนาของเขา" พระบัวเฮียวอดนึกไปถึงของตัวท่านเองไม่ได้
"ครับ มันก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เป็นต้นว่าสิ่งแวดล้อม หรือโชควาสนาของคน ๆ นั้น"
"ที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าได้ครูบาอาจารย์ดี ก็มีโอกาสจะเปลี่ยนนิสัยได้ อย่างอาตมานี่ ถ้าพูดกันตรง ๆ ก็ใช่ว่าเป็นคนดิบคนดีมาก่อน ครูดีที่วัดนี้ หลวงพ่อท่านเคร่งครัดมาก พระรูปใดทำตัวไม่ดี ท่านก็นิมนต์ไปอยู่วัดอื่น"
"เอ...หลวงพี่บอกว่าเพิ่งบวชได้เดือนเดียว แสดงว่าหลวงพี่บวชในพรรษาใช่ไหมครับ โชคดีจังที่หลวงน้ายอมให้บวช ถ้าเป็นวัดอื่นเขาต้องรอให้ออกพรรษาเสียก่อน"
"ใช่ ท่านพระครูท่านเมตตาอาตมามากทีเดียว ท่านบอกว่าจะบวชในพรรษาหรือนอกพรรษาไม่สำคัญ มันสำคัญอยู่ที่ว่า บวชแล้วตั้งใจปฏิบัติหรือเปล่า ท่านบอกคนที่บวชหลายพรรษาแต่ไม่ปฏิบัติ ก็ยังสู้พวกมาเข้ากรรมฐานแค่เจ็ดวันไม่ได้"
"ถึงว่าซี หลวงน้าถึงอยากให้ผมกับคู่หมั้นอยู่เข้ากรรมฐาน ฟังหลวงพี่พูดอย่างนี้แล้วผมก็สบายใจ เวลาถูกคนอื่นค่อนแคะว่าเป็นคนดิบ ผมจะได้อธิบายให้เขาฟังได้"
"เป็นยังไง คนดิบ" หลวงพี่ไม่เข้าใจ
"คนดิบ ก็คือ คนไม่ได้บวชได้เรียนไงครับ อย่างผมความจริงก็บวชเณรมาตั้งหลายพรรษา แต่ไม่ได้บวชพระ คนเขาก็เลยชอบมาเปรียบเปรยถากถางว่าเป็นคนดิบ ยังกะพวกคนสุกมันดีกันนัก หลวงพี่รู้ไหม บางคนบวชกันที ก็ฆ่าวัวฆ่าหมู จัดงานเลี้ยงกันใหญ่โต ร่ำสุรายาเมากันเปรอะไปหมด เผลอ ๆ คนเป็นนาคก็เอากับเขาด้วย ตอนนั่งทำขวัญนาค ก็สัปหงกเพราะความเมา บวชได้สิบห้าวันก็สึกออกมาแล้ว แบบนี้จะว่าได้บุญหรือก็เปล่า ไอ้ที่ฆ่าวัวฆ่าหมู ก็ต้องไปตกนรกใช้กรรมอีก" ผู้พูดไม่ทันสังเกตว่าผู้ฟังหน้าถอดสี เมื่อได้ยินข้อความว่า "ไอ้ที่ฆ่าวัวฆ่าหมู ก็ต้องไปตกนรกกันอีก"
"ตอนอาตมาบวช ไม่ได้ฆ่าวัวฆ่าหมูอย่างที่คุณว่า หลวงพ่อท่านไม่ทำอะไรยุ่งยากอย่างนั้น" พระบัวเฮียวร้อนตัว
"หลวงน้าท่านเป็นคนตรง แล้วก็เจ้าระเบียบ อย่างเวลามีงานบวช ท่านไม่อนุญาตให้แห่สิงโตหรือกลองยาว เพราะเสียงมันจะไปรบกวนคนที่เขากำลังปฏิบัติกรรมฐาน ท่านบอกว่าการทำอย่างนั้นไม่ได้บุญ แล้วยังสิ้นเปลืองเงินทองโดยใช่เหตุ ผมเคยไปงานบวชเพื่อนที่วัดวัดนึง ชื่ออะไรก็จำไม่ได้เสียแล้ว"
"ชื่อวัดหรือชื่อเพื่อนที่ว่าจำไม่ได้น่ะ"
"ชื่อวัดซีครับ ส่วนชื่อเพื่อนผมจำแม่นมาก เพราะมันชื่อเดียวกับผม"
"แล้วเป็นยังไง งานบวชเพื่อนคุณ"
"ทุเรศที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา คือมันเมากันเละเลย ตอนแห่นาครอบโบสถ์ก็พากันรำแอ่นหน้าแอ่นหลัง ทั้งผู้หญิงผู้ชาย แถมทิ้งขวดเหล้าขวดเบียร์ไว้เกลื่อนกลาดตามกำแพงโบสถ์บ้าง ตามพื้นบ้าง ถ้าเป็นที่วัดป่ามะม่วงหลวงน้าเอาตายแน่เลย" นายจ่อยเล่าฉอด ๆ
อาตมาว่าเป็นเพราะเขาเข้าใจไม่ถูกต้อง คิดว่าทำอย่างนั้นจะได้บุญ ที่จริงชาวพุทธเรายังเข้าใจศาสนาผิด ๆ กันอีกมาก อาตมาเองก็เพิ่งมาเข้าใจถูกต้องเอาเมื่อบวชนี่แหละ"
"ผมว่าเขาทำตามประเพณีมากกว่า คือทำตาม ๆ กันมา จนกลายเป็นประเพณี หลวงพี่เห็นด้วยไหมครับว่าประเพณีบางอย่างมันก็ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการทำตามประเพณีจึงไม่ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป"
"อันนี้เห็นจะจริง อาตมาก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำหลาย ๆ อย่างของชาวพุทธซึ่งเขาอ้างว่าทำตามประเพณี เป็นต้นว่า ไปทำบุญ แต่ดื่มเหล้า อย่างงานผ้าป่า งานกฐิน ซึ่งเป็นงานบุญก็พากันดื่มเสียเมาแอ๋ เมื่อเมาก็ขาดสติ แล้วมันจะไปได้บุญยังไง ก่อนถวายผ้ากฐิน พระท่านก็ให้รับศีล ก็รับกันไปงั้น ๆ พอออกจากวัด ก็ร่ำสุรากันโดยไม่เกรงใจศีลที่รับจากพระมากหยก ๆ อย่างนี้อาตมาว่า ขาดทุนนะ โบราณท่านถึงสอบไว้ว่า ...ถ้าคิดจะทำบาปแลกบุญ มักขาดทุนอยู่ร่ำไป..."
"นั่นซีครับ อย่างเรื่องบวชก็เหมือนกัน สมมุติตอนบวช เขาต้องฆ่าหมูฆ่าวัวเพื่อนำมาเลี้ยงพระเลี้ยงคน พอสึกออกมา ปรากฏว่าบาปกับบุญที่ได้ มันไม่สมดุลกัน บาปมากกว่าก็ต้องไปตกนรก" นายจ่อยย้อนมาพูดเรื่องปาณาติบาต ทำให้พระบัวเฮียวใจหดหู่อีกครั้ง แม้คนพูดจะไม่ล่วงรู้การกระทำแต่หนหลังของท่าน แต่ตัวท่านรู้ และรู้สึกสะเทือนใจทุกครั้งเมื่อถูกสะกิด ขึ้นชื่อว่าบาป หากใครทำเข้าก็ต้องพกพามันติดตัวติดใจไปทุกแห่งหน ดุจเงาติดตามตัวฉะนั้น พระบัวเฮียวกำลังเสวยผลของบาป!
"คุณบวชเณรอยู่นานไหม" ถามเพื่อต้องการเปลี่ยนเรื่อง ไม่อยากได้ยินได้ฟังสิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง
"ห้าพรรษาครับ ตั้งแต่อายุสิบปีถึงสิบห้าปี"
"อยู่กับหลวงพ่อมาตลอดเลยหรือ"
"ครับ"
"งั้นก็ได้วิชาดี ๆ จากหลวงพ่อไว้มากน่ะซี เห็นมหาบุญเล่าให้อาตมาฟังว่า หลวงพ่อท่านเก่งทางคุณไสยด้วย
"จริงครับ แต่ท่านไม่ให้ใครหรอก ท่านว่าวิชาพวกนี้ไม่มีประโยชน์ ช่วยให้พ้นทุกข์ไม่ได้ ถึงท่านจะเก่งทางคุณไสย แต่หลังจากที่ธุดงค์ไปเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อในป่าแล้ว ท่านก็ทิ้งไสยศาสตร์หมด ใครขอเรียน ท่านก็ไม่สอนให้ ท่านว่ามันเป็นเดรัจฉานวิชา ได้ไปแล้วก็รังแต่จะก่อเวรก่อกรรมกันมากขึ้น"
"แปลว่า ท่านไม่เคยนำวิชาเหล่านี้มาใช้เลย"
"ก็ใช้บ้างเหมือนกัน คือใช้เท่าที่จำเป็น ทว่าไม่สอนให้ใคร ท่านจะสอนคนอื่นก็เฉพาะวิชากรรมฐานเท่านั้น ท่านว่า นี่เป็นของจริง ช่วยให้พ้นทุกข์ได้ ส่วนไสยศาสตร์เป็นของปลอม แต่ท่านก็เคยเอามาใช้บ่อย เป็นต้นว่า เวลาคนถูกผีเข้า ท่านก็มีคาถาไล่ผี ผมเคยไปกับท่านบ่อย ๆ บางทีคนเขามาตามตอนตีหนึ่งตีสอง บอกเมียถูกผีเข้า หลวงพ่อก็ให้ผมไปด้วย ท่านไล่ผีเก่งจริง ๆ นอกจากนี้ ท่านยังมีคาถาออกลูกง่าย ท่านก็เอาผลมะตูมเสกให้กิน กินปุ๊บเด็กออกมาปั๊บ ราวกับปาฏิหาริย์"
"แล้วเนื้อคู่ล่ะ ท่านดูเนื้อคู่แม่นไหม" อยากให้นายจ่อยตอบว่าไม่แม่น เผื่อจะมีความหวังได้พบเนื้อคู่กับเขาบ้าง หากนายจ่อยกลับตอบชัดเจนว่า
"แม่นที่สุดในโลก แม่นพันเปอร์เซ็นต์เลย ดูอย่างเรื่องของผมก็แล้วกัน ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมาเป็นคู่รักกับอีจุก เอ๊ยจุกเขา แต่ก็ต้องเป็น เพราะความดูแม่นของหลวงน้า หลวงพี่ฟังไหมครับ ถ้าไม่ฟังผลจะได้ไม่เล่า"
"เล่าไปซี อาตมากำลังฟัง"
"แต่ถ้าหลวงพี่ไม่อยากฟัง" ผมไม่เล่าก็ได้นะครับ" คนเล่าทำเล่นตัว
"อยากฟังนะซี" พระบัวเฮียวยืนยัน
"เรื่องมันเป็นอย่างนี้" นายจ่อยเริ่มต้นเล่าอย่างตั้งอกตั้งใจตั้งแต่ต้นจนจบ คนฟังจึงขัดขึ้นว่า
"เทข้าวทิ้งน้ำก็เป็นอาบัติน่ะซิ มันผิดวินัยข้อไม่เคารพบิณฑบาต" หลวงพี่อ้างพระวินัย
"หลวงน้าท่านบอกว่า มันอยู่ที่เจตนา เราไม่ได้เททิ้งเทขว้าง แต่เราเจตนาจะเลี้ยงปลา ปลาชุมมากเลยหลวงพี่ เทไปแป๊บเดียว ปลามันฮุบกินหมดเลย มันพากันมาเป็นฝูง ๆ"
"แต่ก็น่าเห็นใจท่านนะ ท่านเป็นคนสะอาดสะอ้าน เป็นอาตมา อาตมาก็ฉันไม่ลงเหมือนกัน แม้จะไม่ใช่คนสะอาดสักเท่าไหร่ แต่จะให้ฉันข้าวผสมน้ำมูก ไม่ไหวแน่"
"นั่นซิครับ พูดก็พูดเถอะหลวงพี่ เมื่อก่อนนี้ผมเกลียดจุกมาก ๆ เลยโกรธหลวงน้าอยู่หลายวัน นึกว่าท่านแกล้ง ผมบอกยกให้หลวงน้าก็แล้วกัน ผมไม่เอาหรอก"
"แล้วตอนนี้ยังคิดจะยกเขาให้หลวงพ่ออยู่อีกหรือเปล่า" พระบัวเฮียวแกล้งถาม นายจ่อยหัวเราะแหะแหะก่อนตอบว่า "เป็นตายยังไงก็ไม่ยอม ใครจะมาแย่งจุกไปจากผม ก็ต้องข้ามศพกันไปก่อนละ หลวงพี่ไม่รู้อะไร จุกตอนเด็กกับตอนนี้น่ะ ดูผิดกันราวฟ้ากับดิน ตอนเด็กดูสกปรกขี้มูกมาก แต่ตอนนี้สะอาดสะอ้านแล้วก็สวยยังกะนางฟ้า เดี๋ยวหลวงพี่ก็จะได้เห็น เขาจะมาขึ้นกรรมฐานพร้อมผม หลวงน้าสั่งไว้ว่า ให้ไปขึ้นกรรมฐานตอนหกโมงเย็น เสร็จแล้วให้ผมมาปฏิบัติกับหลวงพี่ที่กุฏิ ส่วนเขาไปปฏิบัติกับแม่ชี"
"ก็ดีสิ อาตมาจะดูว่า ระหว่างคู่รักของคุณกับคู่รักของหลวงพ่อ ใครจะสวยกว่ากัน" พระบัวเฮียวเผลอพูดในสิ่งที่เป็นความลับ ความจริงท่านยังไม่เคยเห็นคนที่เป็นคู่รักของหลวงพ่อเมื่อชาติที่แล้ว แต่ก็คิดว่า วันหนึ่งจะต้องได้เห็น เพราะท่านพระครูบอกว่า เขาจะมาช่วยสร้างหอระฆังถวาย
"หลวงพี่หมายความว่ายังไง หลวงน้าน่ะหรือมีคู่รัก ไม่น่าเป็นไปได้ ผมอยู่กับท่านมาห้าปี ยังไม่เคยได้ยินข่าว หรือว่าท่านเพิ่งมามีเอาตอนหลัง" นายจ่อยซัก
"อาตมาเผลอไป คุณอย่าไปถามท่านนะ ไม่งั้นผมตายแน่ ๆ"
"ก็ได้ แต่หลวงพี่ต้องเล่าให้ผมฟัง"
"อาตมารับปากกับท่านแล้วว่าจะไม่เล่าให้ใครฟัง อย่าให้ต้องเสียคำพูดเลยนะ" พระบัวเฮียววิงวอน
"งั้นหลวงพี่ก็เลือกเอาก็แล้วกัน ว่าจะให้ผมไปถามหลวงน้า หรือว่าจะเล่าให้ผมฟัง" คนถือไพ่เหนือกว่ายื่นข้อเสนอ
"นี่อาตมาไม่มีทางเลือกอื่นเลยหรือไง" หลวงพี่ถามเชิงต่อรอง
"ไม่มีครับ" นายจ่อยตอบเสียงหนักแน่น พระบัวเฮียวยกมือทั้งสองประนมไว้หว่างอก แล้วพูดด้วยเสียงที่นายจ่อยได้ยินชัดเจนว่า "หลวงพ่อครับ ผมขออภัยที่ต้องผิดสัญญา ขอให้บาปกรรมในครั้งนี้ จงตกอยู่ที่นายจ่อยแต่เพียงผู้เดียว"
"อ้าว ไหงเป็นยังงั้นล่ะหลวงพี่" นายจ่อยโวยวาย
"ก็อาตมาบอกแล้วว่า มันเป็นความลับ ในเมื่อคุณอยากรู้ ก็ต้องรับเอาบาปไปด้วย อยากมาคาดคั้นอาตมาทำไม"
"หลวงพี่นะหลวงพี่ บอกตรง ๆ ว่า ในชีวิตผม ยังไม่เคยเห็นใครฉลาดเท่าหลวงน้า เพิ่งมาเจอหลวงพี่นี่แหละ ที่แม้จะฉลาดน้อยกว่าหลวงน้านิดนึง แต่ก็ต้องนับว่าเป็นคนฉลาดอย่างหาตัวจับยาก" พระบัวเฮียวฟังแล้วก็ไม่กล้าดีใจ เพราะไม่รู้ว่านายจ่อยพูดติหรือชมท่านกันแน่ ครั้นจะถามออกไปตรง ๆ ก็เกรงจะเสียเหลี่ยม จึงนั่งเฉยอยู่
"นิมนต์เล่าได้แล้วครับ" นายจ่อยเตือน
"ไม่เล่าแล้ว อาตมาไม่อยากให้คุณบาป" หลวงพี่เปลี่ยนใจไม่เล่า
"งั้นผมไปถามหลวงน้าก็ได้" นายจ่อยขู่ หากไม่ได้ผล เพราะพระบัวเฮียวกลับยุส่ง
"ไปเลย รีบไปเสียเร็ว ๆ เดี๋ยวท่านขึ้นไปเขียนหนังสือแล้วจะต้องรอนาน ไปสิ" นายจ่อยถึงกับอึ้ง ไม่นึกไม่คิดว่า ท่านจะมาไม้นี้ แต่สมองอันเฉียบไวก็สั่งปากว่า
"ผมนึกออกแล้ว ที่หลวงพี่ไม่เล่า ก็เพราะมันเป็นเรื่องไม่จริงใช่ไหม หลวงพี่ไม่กล้าเล่าเรื่องไม่จริงใช่ไหม ที่แท้หลวงพี่ก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าผม แต่แกล้งทำเป็นรู้" คิดว่าคราวนี้คงจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งจนมุมได้ หากก็ผิดหวัง เมื่อหลวงพี่พูดว่า
"อาตมาจะดีใจ ถ้าคุณคิดอย่างนั้นจริง ๆ ว่าแต่ว่า คุณอยู่กับหลวงพ่อมานาน เคยเห็นผู้หญิงสวย ๆ มาหาท่านบ้างไหม" ท่านหมายถึงสตรีที่ท่านพระครูเคยเล่าให้ฟัง แต่นายจ่อยไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน จึงตอบไปตามที่ตนมีประสบการณ์ว่า
"หลายคนเชียวแหละหลวงพี่ ทั้งสาวแก่แม่หม้าย ตั้งแต่สวยหยาดเยิ้มไปจนถึงผีหลงหลุม"
"เป็นยังไงที่ว่าผีหลงหลุมนะ" คนฟังไม่เข้าใจ
"อ้าว...ก๊อขี้เหร่เหมือนกับผีหลงหลุมน่ะซี แต่เชื่อไหม หลวงน้าไม่สนใครสักคน บางทีท่านก็ว่าให้ด้วยซ้ำ อย่างคนนึงเป็นด็อกเตอร์สวยด้วย มาหาท่านบ้อยบ่อย ถามโน่นถามนี่ที่ไม่เกี่ยวกับธรรมะ แล้วก็แต่งตัวชะเวิกชะวาก ก้มทีงี้ แหม! อย่าให้พูดดีกว่า" นายจ่อยยังจำภาพด็อกเตอร์สาวผู้นั้นได้ติดตา
"แหม! ถ้าอาตมาเป็นหลวงพ่อคงตบะแตกแน่เลย"
"แต่ถ้าหลวงพี่เห็นจริง ๆ ผมว่าคงไม่พูดยังงี้หรอก มันทุเรศมากกว่า ผมยังนึกทุเรศไม่หาย คนอะไรก็ไม่รู้มีความรู้ซะเปล่า แต่ไม่มีหัวคิด"
"แล้วท่านพระครูท่านว่าอย่างไรบ้าง ที่เขาทำอย่างนั้น"
"ตอนแรกท่านก็สอนทางอ้อมว่าคนที่จะมาวัดมาว่า ควรจะแต่ตัวให้เรียบร้อย แต่ยายคนนั้นแกไม่เข้าใจ เพราะวันหลัง ๆ แกก็แต่งแบบนี้มาอีก ท่านก็เลยว่าเอาตรง ๆ ท่านพูดว่า "นายจ่อยเลียนเสียงและท่าทางของท่านพระครู
"นี่โยม อาตมารู้นะว่าโยมคิดยังไงกับอาตมา แต่โยมสิไม่ยอมรับรู้ว่าอาตมาคิดยังไงกับโยม ถ้าอาตมาคิดจะสึก ก็คงสึกไปเสียนานแล้ว เพราะคู่รักของอาตมาสวยกว่าโยมหลายเท่านัก ทั้งสวยทั้งดี อาตมายังไม่หวั่นไหว แล้วทำไมจะต้องมาสนใจคนอย่างโยม ผู้ซึ่งหาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ น่าเสียดายที่เป็นถึงด็อกเตอร์ ทำอะไรไม่สมกับภูมิรู้ของตัวเลย"
"ทำไมคุณจำแม่นจัง แน่ใจนะว่าไม่ได้เพิ่มเติมเสริมแต่งขึ้นมา" พระบัวเฮียวถือโอกาสขัดคอ
"รับรองว่าไม่ได้แต่งได้เติมอะไรทั้งสิ้น เดี๋ยวผมจะบอกว่าทำไมถึงจำได้" นายจ่อยยืนยันหนักแน่น
"แล้วผู้หญิงคนนั้นว่ายังไง"
"จะว่ายังไง้ ก๊อสะบัดก้นลุกหนีไปเลย ตั้งแต่นั้นก็ไม่มาอีก"
"ถ้ามาอีก ก็อายยางมะตูมยางมะตอยแย่นะซี"
"แหม...หลวงพี่นี่ปากไม่เบาเหมือนกันนะ ให้ตายซิ"
"อ้าว...จะรีบตายไปทำไมล่ะ ยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลย" คนเป็นพระแกล้งว่า หากคนเป็นฆราวาสกลับเฉยเสีย
"หลวงพี่ว่าพวกผู้หญิงที่ชอบสึกพระนี่ ตกนรกไหมครับ" นายจ่อยถามความเห็น
"มันก็พูดยากนาคุณนา แต่บาปนะบาปแน่ ส่วนจะถึงขั้นตกนรกหรือเปล่า อาตมาเองก็ไม่แน่ใจ ให้แน่ต้องถามหลวงพ่อ ว่าแต่ว่า รายอื่นมีอีกหรือเปล่า หรือว่ามีรายด็อกเตอร์รายเดียว"
"มีอีกหลายรายเชียวครับ ที่ผมจำคำพูดของหลวงน้าได้ก็เพราะเหตุนี้แปละ คือต้องฟังหลวงน้าพูดอย่างนี้บ่อย ๆ"
"แสดงว่า หลวงพ่อเนื้อหมอมากเชียว สาว ๆ ถึงได้มารุมตอม"
"ก็ท่านรูปหล่อนี่ครับ ตอนที่ท่านหนุ่ม ๆ น่ะ สมบัติ เมทะนีงี้ชิดซ้ายเลยละ" นายจ่อยอวดอ้างคุณสมบัติหลวงน้า
"งั้นเชียวเหรอ เอ...แต่อาตมาว่าสมบัติหล่อกว่านะ" หลวงพี่แย้ง นายจ่อยจึงรีบแก้ว่า
"นั่นเพราะหลวงน้าท่านฉันยาลดความหล่อมากไปหน่อย"
"อะไรกัน ยาลดความหล่อก็มีด้วย มันเป็นยังไงนะ ไอ้เจ้ายาขนาดนี้" พระบัวเฮียวรู้สึกสนใจ
"ขอที ขอที อย่างหลวงพี่อย่าฉันเลยครับยาขนานนี้ ขนาดยังไม่ฉันผมก็ว่า...."
"ว่ายังไง เอาอีกแล้วนะ เมื่อกี้ว่าแก่ คราวนี้มาว่าอาตมาไม่หล่ออีก ประเดี๋ยวก็ลาออกจากตำแหน่งพี่เลี้ยงของคุณเสียหรอก" ท่านขู่
"ใจเย็น ๆ น่าหลวงพี่ ผมพูดเล่นก็เอาเป็นจริงไปได้ ถ้าอย่างหลวงพี่ยังไม่เรียกว่ารูปหล่อแล้ว ใคร้จะมาหล่อ"
"คุณก็พูดไปเรื่อย ระวังบาปจะกินหัวเอานาคุณนา" หลวงพี่เตือน "ว่าแต่ว่า หลวงพ่อท่านฉันยาลดความหล่อจริง ๆ หรือ" พระบัวเฮียวยังติดใจเรื่องยา
"จะจริงหรือไม่จริง อันนั้นผมไม่รู้ แต่ท่านเคยปรารภกับผมบ่อย ๆ ว่า "นายจ่อยทำเลียนเสียงท่านพระครู "จ่อยเอ๊ย หลวงน้าเห็นท่าจะต้องกินยาลดความหล่อเสียแล้วละ ไม่งั้นก็ต้องสู้รบตบมือกับพวกมารพรหมจรรย์อยู่บ่อย ๆ ความหล่อนี่มันเป็นมารพรหมจรรย์พอ ๆ กับความสวย นั่นแหละ"
"อ้าว...หลวงพี่ไม่เข้าใจ ก็พระหล่อ ๆ น่ะ ถูกผู้หญิงสึกมาเสียมากต่อมาก หลวงน้าถึงว่าพวกผู้หญิงสวยหนึ่ง พระรูปหล่อหนึ่ง เหล่านี้เป็นศัตรูของพรหมจรรย์ พระบางองค์เป็นถึงท่านเจ้าคุณ ยังถูกผู้หญิงสึกเอาไปเป็นผัวเลย"
"อย่างอาตมานี่จะมีใครมาสึกบ้างไหม" พระหนุ่มยังหวังว่าจะมีโอกาสออกไปใช้ชีวิตคู่ "เมินเสียเถอะ ชาตินี้ไม่มีหวัง" นายจ่อยเกือบจะโพล่งออกไปอย่างนี้ หากก็ยั้งปากไว้ทัน จึงพูดเสียใหม่ว่า "อยู่อย่างนี้แหละดีแล้ว เรื่องอะไรจะต้องไปรบกับพวกมาร หลวงน้าท่านว่าผู้หญิงน่ะเป็นมารพรหมจรรย์อันดับหนึ่ง"
"แล้วมารอันดับสองล่ะ"
"อันดับสองได้แก่ ลาภ สักการะ สองอย่างนี้ ทำเอาพระเสียพระมานักต่อนักแล้ว
"ก็ในเมื่อผู้หญิงเป็นมาร แล้วทำไมคุณถึงไปรักโยมจุกล่ะ นั่นเขาเป็นผู้หญิงไม่ใช่หรือ" พระบัวเฮียวแกล้งยั่ว
"หลวงน้าสอนว่า...มารไม่มี บารมีไม่เกิด...ผมอยากสร้างบารมีครับ" นายจ่อยตอบเสียงดังฟังชัด
พระบัวเฮียวกับนายจ่อยมาถึงกุฏิท่านพระครูก่อนเวลาสิบแปดนาฬิกาเล็กน้อย นางสาวจุกเตรียมพานดอกไม้ธูปเทียนรออยู่แล้ว หล่อนมากับแม่ชีวัยกลางคน ซึ่งนายจ่อยไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แม่ชีก้มลงกราบพระบัวเฮียวสามครั้ง และนางสาวจุกก็ทำตาม
"จุกมารอที่นี่นานแล้วหรือ" นายจ่อยถามคู่หมั้น หล่อนดูแปลกตาเมื่ออยู่ในชุดแม่ชี แม้จะไม่ได้โกนผม
"ก่อนหน้าพี่จ่อยนิดเดียวเองจ้ะ" หญิงสาวตอบ พระบัวเฮียวดูคู่หมั้นของนายจ่อย ตั้งข้อสังเกตว่าปากของหล่อนเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ ไม่ยักกะเป็นสีแดงเหมือนปากโยมผ่องพรรณกับโยมวรรณวิไล สามเมืองกรุงกับสาวบ้านนอกคงจะต่างกันตรงสีของปากนี่เอง แต่ถึงอย่างไรคุณโยมสองพี่น้องก็สวยกว่า ท่านคิดเองสรุปเองเสร็จสรรพ
"หลวงพี่อย่ามองคู่หมั้นผมนานนักซี หึงนะ" นายจ้อยเย้า
"อ้าว...คู่หมั้นคุณหรอกหรือ ก็ไม่แนะนำแล้วอาตมาจะไปรู้ได้ยังไง" พระบัวเฮียวเย้าบ้าง
"ก็ใครจะไปทราบได้ล่ะครับว่าหลวงพี่ไม่รู้ หลวงพี่ฉลาดปราดเปรื่องออกจะตายไป ไม่น่ามาตกม้าตายตอนจบเล้ย" นายจ่อยเปรียบเทียบไปคนละเรื่อง
"อ้าว นี่จะจบแล้วหรือ ก็ยังไม่ทันได้ออกแขก ไหงจะลาโลงเสียแล้ว" พระบัวเฮียวอุตส่าห์โต้ตอบให้เข้าเรื่อง นางสาวจุกมองหน้าคู่หมั้นที มองหน้าพระที ออกสงสัยว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไรกัน นึกได้ว่ายังไม่ได้ให้นายจ่อยรู้จักแม่ชี จึงพูดขึ้นว่า "พี่จ่อยจ๊ะ นี่แม่ชีเจียนที่หลวงน้าให้ฉันไปอยู่ด้วย เป็นหัวหน้าสำนักชีของวัดนี้" นายจ่อยยกมือไหว้ พลางออกปากฝากฝัง "ผมขอฝากคู่หมั้นด้วยนะครับ"
"ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ สมชายเขาบอกฉันแล้วว่าหนูจุกเขาเป็นคู่หมั้นของหลานชายหลวงพ่อ" แม่ชีเรียกท่านพระครูว่า "หลวงพ่อ" เช่นเดียวกับที่คนอื่น ๆ เรียก แม้เธอจะแก่กว่าท่านหลายปีก็ตาม
"แม่ชีมาอยู่วัดนี้นานแล้วหรือครับ" นายจ่อยถาม
สมัยที่เขาเป็นเณรอยู่ที่วัดนี้ยังไม่มีชีอยู่ในวัด
"เข้าปีที่หกแล้วจ้ะ ฉันมาจากวัดบ้านใต้โน่น" พูดพลางชี้มือไปทางทิศใต้ของวัด
"แล้วทำไมย้ายวัดเสียล่ะครับ"
"โอ๊ย ไม่ย้ายยังไงไหว ทั้งพระทั้งเณรขาดระเบียบวินัย ศีลขาด ศีลพร่องจนแทบไม่มีเหลือ ข้างฝ่ายพวกชีด้วยกันก็อิจฉาตาร้อน ทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เว้นแต่ละวัน หาความสงบไม่ได้" แม่ชีเล่า นายจ่อยแอบคิดในใจว่า "เอาอีกแล้ว รายการตำหนิพระอีกแล้ว เฮ้อ ไม่เข้าใจเลยว่าพระสมัยนี้ ท่านคิดยังไงกันถึงได้ทำให้คนเขาว่าอยู่เรื่อย"
"ฉันก็เลยมาขอหลวงพ่ออยู่วัดนี้ พาเพื่อนชีมาด้วยอีกสามคน หลวงพ่อท่านให้พวกฉันอยู่บนศาลา สองปีต่อมาท่านถึงสร้างสำนักชีให้ ก็ค่อยเป็นสัดเป็นส่วนหน่อย ตอนนี้มีแม่ชีอยู่ราว ๆ สามสิบคน" แม่ชีชี้แจง
"แล้วเป็นไง พระวัดนี้ดีหมดทุกรูปไหม" นายจ่อยตั้งใจ "จับผิด" พระวัดนี้ โดยเฉพาะองค์ที่ชื่อ "บัวเฮียว"
"ถ้าหลวงพ่อละก็ดีไม่มีที่ติ แต่รูปอื่น ๆ ฉันไม่รับประกัน" แม่ชีแบ่งรับแบ่งสู้
"โยม อาตมาก็ไม่เคยทำเสียหายอะไรนะโยม" พระบัวเฮียวร้อนตัว
"ก็ดีแล้วนี่คะ จะได้อยู่ไปนาน ๆ ขืนทำเสียหายมีหวังถูกสั่งย้ายวัด" แม่ชีพูดตรงไปตรงมา พระใหม่เลยนิ่ง
ท่านพระครูลงมาเวลาสิบแปดนาฬิกาตรง ทุกคนที่นั่ง ณ ที่นั้นต่างพากันทำความเคารพ ยิงมิทันที่ท่านจะได้พูดจาทักทายผู้ใด อาคันตุกะสามคน เป็นสตรีสอง บุรุษหนึ่งก็พากันคลานเข้ามา ท่าคลานของคนอายุน้อยที่สุดนั้นดูตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ยเนื่องจากเจ้าตัวน้ำหนักมาก หล่อนกราบท่านพระครูสามครั้ง แล้วบอกบุรุษกับสตรีสูงอายุที่มาด้วยว่า
"เตี่ยจ๊ะ แม่จ๊ะ นี่ท่านพระครูไงกราบท่านเสียซิ" บิดามารดาทำตามคำสั่งของบุตรสาว แล้วสตรีผู้นั้นจึงกล่าวขึ้นว่า
"หลวงพ่อจำหนูได้หรือเปล่าคะ" หล่อนแทนตัวเองว่า "หนู" ทั้งที่อายุอานามแก่กว่าท่านพระครูถึงสามปี
"จำได้สิ คุณนายดวงสุด ท่านผู้ว่าไม่ได้มาด้วยหรอกหรือ" ท่านถามถึงสามีของคุณนายซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด
"ไม่ได้มาค่ะ หนูมาจากท่าพระไปรับเตี่ยกับแม่มาเข้ากรรมฐาน เตี่ยชื่อเส็งค่ะ คนเขาเรียกกันว่า เถ้าแก่เส็ง ส่วนแม่ชื่อกิมง้อ" หล่อนแนะนำ
"ดีจริง อุตส่าห์พาพ่อแม่มาสร้างกุศล ลูกดี ๆ อย่างนี้หายากนะเถ้าแก่นะ" ท่านพูดกับเถ้าแก่เส็ง ฝ่ายนั้นยิ้มพลางพยักหน้ารับ
"แล้วคุณนายจะให้พ่อแม่อยู่กี่วันละ" ท่านถาม
"เจ็ดวันค่ะ หรือเตี่ยกับแม่ว่าไง" หล่อนถามความเป็นจากบิดามารดา
"ตามใจลื้อ ลื้อจาให้เตี่ยอยู่กี่วังก็แล้วแต่ลื้อ" ถ้าแก่เส็งตอบ เขาไม่เคยขัดใจบุตรสาว ไม่ว่าหล่อนจะให้ทำอะไร เขาทำได้ทั้งนั้น ก็มีลูกสาวอยู่คนเดียว อุตส่าห์ทะนุถนอมมาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น แล้วหล่อนก็ไม่เคยทำให้พ่อแม่ต้องผิดหวัง ความรู้ก็จบถึงมหาวิทยาลัย ฐานะก็เป็นถึงคุณนายผู้ว่าราชการจังหวัด และที่สำคัญที่สุดก็คือ หล่อนมีหลานชายหัวแก้วหัวแหวนให้เขาถึงสี่คน คนโตเรียนหมอใกล้จบแล้ว
"งั้นก็ลองดูสักเจ็ดวันก่อน ถ้าชอบค่อยอยู่ต่อ" ลูกสาวสรุป
"เมื่อไหร่คุณนายจะมาเข้าบ้างล่ะ" ท่านพระครูถาม คุณนายดวงสุดามาที่วัดนี้บ่อย มาทำบุญบ้าง ฟังเทศน์บ้าง แต่ยังไม่เคยเข้ากรรมฐาน
"หนูยังไม่ว่างเลยค่ะหลวงพ่อ เดี๋ยวก็ต้องเตรียมจัดงาน หาเงินช่วยกาชาด เอาไว้ให้คุณเอี่ยมปลดเกษียณแล้วค่อยพากันมาเข้า" หล่อนหมายถึงสามีซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด
"อาตมาว่ามันจะไม่ยังงั้นน่ะซี พอถึงเวลานั้นเข้าจริง ๆ ก็จะมาบอกว่าต้องเลี้ยงหลาน มีหลายรายเชียวที่อาตมาชวนแล้วมาไม่ได้ เช่นอ้างว่าลูกยังไม่โต พอลูกโตก็มาไม่ได้ เพราะต้องเลี้ยงหลาน พอหลานโตยังไม่ทันได้เลี้ยงเหลน ก็กลับบ้านเก่าเสียแล้ว เลยไม่ได้บุญกุศลติดตัวไป อาตมากลัวว่าคุณนายจะเป็นเหมือนเขาน่ะสิ"
"ไม่เหมือนค่ะ ไม่เหมือนแน่ ๆ หนูกับคุณเอี่ยมสัญญากันไว้แล้วค่ะ ว่าจะไม่ยอมเลี้ยงหลานเด็ดขาด ลูกใครใครก็เลี้ยงกันเอาเอง"
"อ้อ คุณนายเลี้ยงลูกเองว่างั้นเถอะ" คราวนี้คุณนายยิ้มเขิน ๆ กล่าวแก้ว่า
"ก็เตี่ยกับแม่เขาเห่อหลาน ไม่ยอมให้หนูเลี้ยงสักคน เขาคงสงสารหนู สงสารหลานที่ต้องระหกระเหินย้ายตามคุณเอี่ยมไปจังหวัดโน้นจังหวัดนี้ ก็เลยเหมาไปเลี้ยงให้ทั้งหมด"
"ฉันเลี้ยงลูกคนเดียวมันไม่ทันเบื่อ ก็เลยเลี้ยงหลานเสียเบื่อเลยค่ะ" คุณกิมง้อพูดบ้าง เธอพูดไทยชัดกว่าผู้เป็นสามี เพราะเพื่อนฝูงของเธอเป็นคนไทยเสียเป็นส่วนใหญ่
"ประเดี๋ยวมีหลานของลูกมาให้เลี้ยง ก็หายเบื่อมั้ง" ท่านพระครูหมายจะลองใจ
"ไม่หายค่ะหลวงพ่อ ฉันสัญญากับเตี่ยหนูดวงไว้แล้วว่า ออกจากวัดไป เราจะปฏิบัติกรรมฐานกันทุกวัน งานการก็เลิกทำ เราสบายแล้ว เก็บหอมรอมริบไว้มากพอสมควร ในชัยชราก็จะหาบุญหากุศลใส่ตัวไปเป็นเสบียงในชาติหน้า ที่ฉันได้ดิบได้ดีในชาตินี้ก็คงจะเพราะทำบุญมาดี ก็ต้องทำดีต่อ ๆ ไป อีกเป็นการเติมเสบียงเข้าไว้" คุณกิมง้อจาระไน
"แหม แจ๋วจริง ๆ ความคิดของอาม้านี่แจ๋ว ๆ" ท่านพระครูชมเปาะ ท่านมักเรียกสตรีที่อายุแก่กว่าท่านว่า "อาม้า"
"นาน ๆ อาตมาถึงจะเจอคนแบบนี้สักคน ที่เห็น ๆ น่ะ ประเภทไม่ยอมละไม่ยอมวางแทบทั้งนั้น เมื่อวานมาหาอาตมาคนนึง หน้าตาเศร้าหมองมาเชียว ถูกเมียยักยอกเครื่องเพชรหนีตามหนุ่มไป ก็จะไม่ให้หนียังไงเล้า ตัวเองอายุเจ็ดสิบ เมียเพิ่งจะยี่สิบแปด อาตมาเคยเตือนแล้วเขาไม่เชื่อ มันเป็นไปตามกฎแห่งกรรม เอาละ ไหน ๆ ก็พูดมาแล้ว ก็จะเล่าให้ฟังเสียเลย ฟังไว้เป็นอุทาหรณ์นะ" แล้วท่านก็ออกตัวว่า "นี่อาตมาไม่ได้เอาเขามานินทานะ เพราะไม่ได้ออกชื่อออกเสียง ที่เล่าเพราะอยากให้เอาไปคิดเป็นการบ้านว่ากรรมดี กรรมชั่วมันมีจริง ๆ" ท่านหยุดทบทวนเรื่องราวประเดี๋ยวหนึ่งแล้วจึงเริ่มต้นเล่า
"คนนี้เขาเป็นนายพล จะเป็นพลโทหรือพลเอก อาตมาก็จำไม่ได้เสียแล้ว เขาเคยมาหาอาตมาครั้งแรกเมื่ออายุ ๕๘ ก็สิบสองปีมาแล้วมาถึงก็บอก "หลวงพ่อ ผมจะแต่งงานอีกได้ไหม" อาตมาก็ถามว่า "ตอนนี้ท่านอายุเท่าไรล่ะ"
"ห้าสิบแปด"
"แล้วเจ้าสาวล่ะ"
"สิบหก เขาสวย เป็นลูกสาวจ่าลูกน้องผมเอง พ่อแม่เขาก็ยินดียกให้" นายพลเขาเล่าให้อาตมาฟังอย่างนี้ อาตมาก็ตั้งสติกำหนด "เห็นหนอ" ก็เห็นหมด เห็นอะไรรู้ไหม ท่านถามพระบัวเฮียว
"เห็นกฎแห่งกรรมใช่ไหมครับ" พระบัวเฮียวตอบแบบย้อนถามอีกทีหนึ่ง
"ถูกแล้ว อาตมาก็ได้ทราบว่า ท่านนายพลผู้นี้มีอกุศลกรรมติดมาแต่ชาติก่อน โดยเฉพาะเรื่องผิดศีลข้อกาเม จำไว้นะ คนที่ผิดศีลห้าน่ะ ต้องรับกรรมทุกคน คือถ้าผิดศีลมาจากชาติก่อน ชาตินี้ต้องมารับกรรม อาตมาวิจัยมาแล้ว ถูกต้องแน่นอนไม่มีผิดพลาดเลย เป็นต้นว่าคนที่มีปาณาติบาตติดมาหกสิบเปอร์เซ็นต์จากชาติก่อน มาชาตินี้ต้องอายุสั้น ถึงจะเกิดมาสวยมารวยยังไงก็จะอยู่ได้ไม่นาน จะต้องตายตั้งแต่อายุยังไม่ถึงครึ่งคน พวกที่อทินนาทานติดมาหกสิบเปอร์เซ็นต์ มีทรัพย์สินเงินทองจะต้องถูกเขาลักขโมย บางที่ก็ถูกปล้น เรียกว่าทรัพย์อยู่กับตัวไม่ได้ มันร้อน เพราะเคยไปลักขโมยของคนอื่นเขามา พวกที่กาเมสุมิจฉาจารติดมาหกสิบเปอร์เซ็นต์ จะมีเมีย มีผัว ต้องเป็นของคนอื่นเขาหมด คือมีเมีย เมียก็มีชู้ มีผัว ผัวก็มีเมียน้อย"
"มีเมียน้อยก็ดีนี่ครับหลวงพ่อ ผมว่าดีกว่ามีเมียมาก" พระบัวเฮียวอดขัดคอไม่ได้ ท่านพระครูจึงแก้ว่า
"มีเมียน้อยในที่นี้แปลว่ามีเมียมาก"
"แล้วมีเมียมากในที่นี้จะแปลว่าอะไรล่ะครับ"
"อ้าว ก็แปลว่ามีเมียน้อยน่ะซี ทำฉลาดน้อยไปได้" คราวนี้พระหนุ่มจึงสงบปากสงบคำลงได้ ท่านพระครูจึงเล่าต่อ
"ส่วนคนที่มีมุสาวาทติดมาหกสิบเปอร์เซ็นต์ มักถูกเขาหลอก แล้วพูดจาอะไรก็มักไม่มีคนเชื่อถือถ้อยคำ สำหรับข้อสุดท้าย อันนี้สำคัญมาก เพราะกรรมมันตกทอดไปถึงลูก "คือคนที่ผิดศีลข้อห้า ถ้าติดมาหกสิบเปอร์เซ็นต์ รับรองได้ว่า มีลูกกี่คน ๆ ปัญญาอ่อนหมด ถ้าไม่ถึงกับปัญญาอ่อนก็ไม่ฉลาด เรียนไม่ถึงขั้นปริญญา นี่อาตมาวิจัยมาหมดแล้ว ทีนี้มาต่อเรื่องนายพล อาตมาก็เห็นว่า...."
"ขอประทานโทษเถอะค่ะหลวงพ่อ หนูยังไม่เข้าใจเรื่องศีลข้อสุดท้าย ว่าทำไมกรรมจะต้องตกมาถึงลูก ก็แปลว่าทำกรรมแทนกันได้น่ะซีคะ" คุณนายดวงสุดาถามขึ้น
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกคุณนาย เราทำกรรมแทนกันไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องของกรรมจัดสรร คือคนที่จะเกิดมาปัญญาอ่อนนั้น ก็เพราะตัวเขาทำกรรมมาเอง ไม่ใช่พ่อแม่ทำให้ แต่กรรมมันจัดสรรให้ไปเกิดกับคนที่ผิดศีลข้อห้า มันก็เลยดูเหมือนว่าทำกรรมแทนกัน แต่ที่จริงไม่ใช่ กรรมมันเพียงแต่ไปจัดสรรให้ไปประจวบกันเข้าเท่านั้น พูดอย่างนี้คุณนายพอจะเข้าใจหรือยัง"
"พอจะเข้าใจค่ะ นิมนต์หลวงพ่อเล่าเรื่องนายพลต่อเถิดค่ะ" คุณนายพูดพร้อมกับประนมมือขึ้น "นิมนต์ท่านพระครูเล่าต่อ
"อาตมาก็เห็นว่านายพลท่านผิดศีลข้อสามติดมาจากชาติก่อน มีเมียห้าคนก็หนีตามชู้หมด อาตมาก็แกล้งลองใจโดยถามว่า แล้วภรรยาท่านว่ายังไงล่ะ เขาจะยอมให้แต่งกับเด็กคราวลูกคราวหลานหรือไง" ท่านก็โกหกอาตมา บอกว่า ภรรยาหย่ากันแล้ว และก็บอกด้วยว่ามีภรรยาคนเดียว กำลังจะแต่งงานกับคนที่สองที่อายุสิบหกนี่ อาตมาเลยพูดตรง ๆ ว่าท่านมาโกหกเลย ภรรยาท่านหนีตามชู้ไปใช่ไหม ท่านมีภรรยามาแล้ว ๕ คน ล้วนแต่หนีตามชู้ไปหมด ต้องพูดความจริง อาตมาถึงจะคุยด้วย ถ้าโกหกก็เลิกพูดกัน
ในที่สุด ท่านก็ยอมรับว่าใช่ แล้วก็ถามอาตมาว่ารู้เรื่องของท่านได้ยังไง ใครมาเล่าให้ฟัง อาตมาบอกไม่มีใครเล่าหรอก อาตมารู้เอง ท่านก็ศรัทธา ถามว่าอยากแต่งงานกับเด็กคนนี้ ขอให้อาตมาช่วยดูให้ด้วยว่าจะอยู่กันยืดไหม อาตมาก็บอกว่า อย่าแต่งเลย เพราะท่านมีกรรมข้อกาเมสุมิจฉาจาร ติดมา ถ้าแต่งก็ต้องเป็นเหมือนคนอื่น ๆ อีก ท่านก็บอกให้อาตมาช่วย อาตมาบอกไม่สามารถฝืนกฎแห่งกรรมได้ ก็ขอร้องให้ท่านเลิกล้มความตั้งใจ ท่านก็ไม่เชื่อ ก็กลับไปแต่งงานจนได้
แต่งงานได้สองปีก็เกษียณ ผู้หญิงก็มีชู้ ท่านก็ไม่โกรธ เพราะรู้ว่ามันเป็นกฎแห่งกรรม ผู้หญิงเขาก็ทนอยู่ด้วยเพราะอยากได้สมบัติ จะรอให้ผัวตายว่างั้นเถอะ อยู่มาสิบสองปีนายพลก็ยังไม่ตาย เขาก็เลยขนเครื่องเพชรและขอมีค่าอื่น ๆ หนีไปอยู่กับชู้เสียเลย นายพลก็เสียใจ นึกถึงอาตมาขึ้นมาได้ก็อุตส่าห์มาหา มาปรับทุกข์ แต่อาตมาก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ชวนให้มาเข้ากรรมฐานก็ไม่ยอม นี่แหละฟังเอาไว้แล้วเก็บไปคิดเป็นการบ้าน" ฟังเรื่องของนายพลแล้ว ผู้ที่นั่ง ณ ที่นั้น ต่างพากันสลดใจ ขณะเดียวกันก็คิดว่าพวกตนโชคดีที่มีโอกาสมาเข้ากรรมฐาน
"แล้วนี่คุณนายจะกลับหรือว่าจะค้างวัดซักคืนสองคืน" ท่านพระครูถามคุณนายดวงสุดา
"กลับเลยค่ะ คนขับรถเขารออยู่ เดี๋ยวจะให้เขาขนเสื้อผ้าของเตี่ยกับแม่มาให้ หลวงพ่อจะให้พักที่ไหนคะ"
"โยมผู้หญิงให้พักกับแม่ชี ส่วนโยมผู้ชายให้พักกุฏิพระบัวเฮียว คุณนายไม่ต้องห่วง อาตมาจะจัดการให้เรียบร้อย"
เมื่อกี้หลวงพ่อเรียกพ่อแม่ของคุณนายว่า เถ้าแก่ กับอาม้า ไหงมาเปลี่ยนเป็นโยมผู้หญิงโยมผู้ชายเสียล่ะครับ" พระบัวเฮียวคิดจะถามท่านพระครูอย่างนี้ หากก็เกรงว่าจะถูกท่านย้อนให้ต้องอับอายขายหน้า จึงเพียงแค่คิดเท่านั้น
คุณนายดวงสุดา หยิบซองสีขาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อเพื่อถวายแด่ท่านพระครู
"หนูขอถวายปัจจัยเป็นค่าอาหารเลี้ยงพระเณรและผู้มาเข้ากรรมฐานค่ะ" ท่านพระครูยื่นผ้ากราบออกไปรับประเคน คุณนายประเคนเสร็จจึงกราบสามครั้งพร้อมกล่าวลา
ก่อนลุกออกไป ได้หันไปพูดกับบิดามารดาว่า "หนูไปละนะ ขอให้เตี่ยกับแม่ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ อย่าเกเรล่ะ แล้วก็อย่าลืมแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญไปให้หนูด้วย" พระบัวเฮียวรู้สึกว่าคุณนายสอนพ่อแม่ราวกับสอนลูก เลยชักสงสัยว่าใครเป็นพ่อเป็นแม่ ใครเป็นลูกกันแน่ คุณนายลุกออกไปสักประเดี๋ยว คนขับรถก็นำกระเป๋าเสื้อผ้าสองใบมาส่งให้เถ้าแก่เส็งกับภรรยา แล้วจึงกลับออกไป
ท่านพระครูให้สองสามีภรรยาขึ้นกรรมฐานพร้อมกับนายจ่อยและคู่หมั้น โดยีแม่ชีเจียนเป็นผู้กล่าวนำ ให้คนทั้งสี่กล่าวตาม ขึ้นกรรมฐานแล้ว ท่านพระครูจึงแนะแนวทางแก่คนทั้งสี่ว่า "ก่อนที่จะเริ่มต้นปฏิบัติ จำเป็นต้องรู้ปริยัติสักเล็กน้อยพอเป็นเค้า นั่นก็คือ ต้องเข้าใจความหมายของคำว่า จิต อารมณ์ และสติ เสียก่อน เพราะสามคำนี้มีความสำคัญมาก ไหนพระบัวเฮียวช่วยอธิบายหน่อยซิว่า จิตคืออะไร"
"จิต คือ ธรรมชาติรับรู้อารมณ์ ครับ" พระบวชใหม่ตอบ
"แล้วอารมณ์คืออะไร แม่ชีเจียนช่วยอธิบายสู่กันฟังหน่อยเป็นไร" ท่านถามแม่ชีเป็นการทดสอบไปในตัว
"อารมณ์ คือ สิ่งที่จิตไปยึดเหนี่ยวค่ะ" แม่ชีตอบ
"ถูกแล้ว อารมณ์ในที่นี้จึงแตกต่างจากความหมายที่ใช้กันโดยทั่วไป เพราะหมายถึงอารมณ์ ๖ ซึ่งได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ โยมสองคนพอจะเข้าใจที่อาตมาพูดไหม"
"ม่ายเข้าจาย" เถ้าแก่เส็งตอลพร้อมกับส่ายหน้า ส่วนคุณกิมง้อเพียงแต่ยิ้ม
"ไม่เป็นไร ตอนนี้ยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ปฏิบัติมาก ๆ แล้วจะรู้ได้เอง" ท่านให้กำลังใจ รู้ว่าผู้มีอายุสองคนนี้ต้องทำได้ และจะก้าวหน้ากว่าคนหนุ่มสาวที่นั่งทำตาปริบ ๆ อยู่ต่อหน้าท่านเสียอีก
"เอาละ เมื่อเข้าใจความหมายของจิตและอารมณ์แล้ว ทีนี้ก็มาทำความเข้าใจกับคำว่า สติ สติ แปลว่า ความระลึกรู้ สติทำหน้าที่ผู้จิตไว้กับอารมณ์ ในพระสูตรให้ความหมายของสติว่า เป็นเครื่องผูกจิต"
"ทำไมถึงต้องผูกจิตไว้ล่ะจ๊ะหลวงน้า" นางสาวจุกถาม นายจ่อก็คิดจะถามแบบเดียวกันนี้ พอดีคู่หมั้นถามขึ้นก่อน
"การที่ต้องผูกจิตก็เพราะจิตมันไม่อยู่นิ่ง มันซัดส่ายไปหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้อยู่ตลอดเวลา การจะฝึกจิตให้ตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์เดียวจึงต้องเอาสติมาผูกมันไว้ เหมือนเวลาเราจะฝึกวัว เราก็ต้องใช้เชือกผูกวัวไว้กับหลักให้มั่นเสียก่อนจึงจะฝึกได้ สติจึงเปรียบเหมือนเชือก จิตก็คือวัว ส่วนอารมณ์ก็คือหลัก สติทำหน้าที่ผูกจิตไว้กับอารมณ์ ก็เหมือนเชือกทำหน้าที่ผูกวัวไว้กับหลัก ทีนี้พอจะเข้าใจหรือยัง"
"เข้าใจครับหลวงน้า เข้าใจแจ่มแจ๋วเลย" คราวนี้คนเลี้ยงวัวรีบตอบ
"โยมสองคนล่ะ พอจะเข้าใจที่อาตมาพูดบ้างไหม" ท่านถามบิดามารดาของคุณดวงสุดา
"พอจะเข้าใจค่ะ" คุณกิมง้อตอบขณะที่เถ้าแก่เส็งพยักหน้า
จากนั้นท่านเจ้าของกุฏิจึงขึ้นไปเขียนหนังสือต่อยังขั้นบนของกุฏิ แม่ชีเจียนพานางสาวจุกและคุณกิมง้อกลับไปฝึกเดินจงกรมที่สำนักชีซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านหลังวัด
ท่านพระครูเคยเล่าให้แม่ชีฟังว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อนนี้ ส่วนที่เรียกว่าหลังวัดเคยเป็นหน้าวัดมาก่อน เพราะการไปมาต้องอาศัยเรือมาขึ้นฝั่งที่หน้าวัด ต่อเมื่อมีการตัดถนนสายเอเชียผ่านด้านหลังวัด ผู้คนก็หันมาใช้ถนนแทนเรือ หลังวัดจึงกลายเป็นหน้าวัดไปโดยปริยาย
พระบัวเฮียวสอนเดินจงกรมให้นายจ่อยและเถ้าแก่เส็งที่กุฏิท่านพระครูนั่นเอง เพราะกว้างขวางพอที่จะเดินได้ครั้งละหลาย ๆ คน ส่วนกุฏิที่ท่านอยู่นั้นมีเนื้อที่พอเดินได้เพียงคนเดียว คืนนี้ก็ต้องนอนกันถึงสามคน ก็คงจะอึดอัดอยู่สักหน่อย โชคยังดีที่เป็นหน้าหนาว ท่านพระครูท่านสั่งให้สมชายนำหมอนและผ้าห่มไปเพิ่มแล้ว
สาธิตวิธีเดินจงกรมให้เป็นตัวอย่างแล้ว พระบัวเฮียวจึงให้คนทั้งสองลองเดิน เถ้าแก่เส็งตั้งอกตั้งใจเต็มที่และเดินได้ถูกต้องตามที่ครูสอน ส่วนนายจ่อยจับ ๆ จด ๆ สอนก็ยากจนครูออกจะหนักใจ ก็พอจะมองออกว่าอุปนิสัยไม่มาทางนี้
"หลวงพ่อท่านสอนไว้ว่า การทำความดีต้องฝืนใจ อาตมารู้ว่าคุณไม่ชอบ แต่ในเมื่อคุณตั้งใจที่จะทำความดีแล้ว คุณก็ต้องฝืนความรู้สึกให้ได้" ท่านพูดเป็นงานเป็นการ เห็นท่านเอาจริง นายจ่อยชักกลัว อีกอย่างก็ชักจะรู้สึกอายคนแก่ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเดินอย่างขะมักเขม้น "เอาละวะไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ลองตั้งใจทำดูหน่อยเป็นไร คงไม่ถึงตายหรอกน่า" นายจ่อยให้กำลังใจตัวเอง แล้วก็เลยตั้งอกตั้งใจเดินเป็นอย่างดียิ่ง




เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน  ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ  ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ

 3 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 04:33:08 AM 
เริ่มโดย joni_buddhist - กระทู้ล่าสุด โดย joni_buddhist
จัดส่งแล้วครับ สำหรับคุณ
คุณปุณณรัตน์ หมายเลขไปรษณีย์ RG327053416TH
คุณ นันทวัฒน์ร่วมบุญ 500บาท รับหลวงปู่ทวดและหลวงพ่อเงินเพชรน้ำหนึ่ง
คุณอนุศาสน์ ร่วมบุญมา ๒๕๐ บาท รับหลวงปู่ทวด
 ตอนนี้หลวงพ่อเงินเหลือ 193องค์ แล้วครับ
ขออานิสงส์ถวายค่าสาธารณูปโภคในวัด (ค่าน้ำ-ค่าไฟหรือข้าวสาร) ทำให้เกิดแสงสว่างสำเร็จซึ่งทิพยจักษุในชีวิตสว่างไสวและร่มเย็นเป็นสุข
มีกินมีใช้อุดมสมบูรณ์แก่ทุกๆท่านที่ร่วมบุญทุกๆ ประการ

 4 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:13:54 AM 
เริ่มโดย kittykitty1234 - กระทู้ล่าสุด โดย kittykitty1234
>>หารายได้เสริม<งานหลังเลิกงาน งานหลังเลิกเรียน งานพิมพ์เอกสาร งานคีย์ข้อมูล*cick*

เปิดรับด่วน!! สำหรับผู้ที่ต้องการ หางานพิเศษทําหลังเลิกงาน  part time ทำงานที่บ้านได้
ทำช่วง เวลาว่าง เสาร์ อาทิตย์ หลังเลิกงาน หลังเลิกเรียน สามารถรับกลับทำที่บ้านได้ จ่ายรายได้รายวัน
สำหรับบุคคลทั่วไป  นักศึกษา พนักงานประจำ คนว่างงาน ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์


คุณสมบัติ :
• ทุกเพศ
• อายุ 18 ปีขึ้นไป
• วุฒิ ม.3 ขึ้นไป
• สามารถใช้  Computer และ Internet ได้ ( Word,ส่ง E-mail)
( นักศึกษาที่ต้องการหารายได้พิเศษระหว่างเรียน / บุคคลทั่วไป ก็สามารถทำได้ )
• มีความรับผิดชอบในการทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง

ลักษณะ :
• เป็นการคีย์ข้อมูลตามเอกสาร และ ส่ง E-mail ตามข้อมูล ที่ทางเรากำหนดให้
• สามารถทำที่บ้านได้ วันละ 1-2 ช.ม. ไม่กระทบกับงานประจำหรือการเรียน
• จ่ายรายได้ค่าตอบแทนรายวัน
• ไม่ใช่งานขายประกัน หรือขายสินค้า

สถานที่ปฎิบัติงาน :
• บ้านหรือที่พักอาศัย , ที่ทำงาน , สถานศึกษา , ร้านอินเตอร์เน็ต

เอกสาร :
• สำเนาบัตรประชาชน
• สำเนาสมุดบัญชีหน้าแรก
** กรุณา!! จดรหัส H-170900 เข้ามาติดต่องานดวยนะค่ะ

สนใจติดต่อ  คุณ เปรมวิกา  Tel .  086-3315255 , 080-7763007

สถานที่ : ศูนย์การค้า Max Value (ตรงข้ามมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร) ใกล้ๆวงเวียนบางเขน กทม.



สมัครงานคลิ๊กเพื่อกรอกข้อมูลฝากประวัติ >>>   



คำค้นหาหางานคีย์ข้อมูลทำที่บ้านจ่ายรายวัน , งาน parttime คีย์ข้อมูล , หางานคีย์ข้อมูล ,หางานพิเศษทำที่บ้าน ,
หางาน part time เสาร์ อาทิตย์ , หางานคีย์ข้อมูล , หารายได้พิเศษหลังเลิกงาน , หางาน part time นักศึกษา ,
หางานพิมพ์เอกสาร , หางานอิสระ , หางานออนไลน์ทำงานผ่านเน็ต , หางาน PARTTIME ตอนเย็น ,
 หารายได้เสริมทำที่บ้าน, หางานแถวรังสิต-ดอนเมือง , งานพิเศษวันเสาร์-อาทิตย์ , หางานทำในกรุงเทพ ,
หางานทำที่บ้านได้ , หางานทำระหว่างเรียน , หางานทำหลังเลิกงาน , หางานที่ทำอยู่ที่บ้านได้ , หางานวุฒิม. 3-6:



เวปรายได้เสริม
http://www.ichat.in.th/MangPorClubboard




 5 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:13:20 AM 
เริ่มโดย kittykitty1234 - กระทู้ล่าสุด โดย kittykitty1234
>>งาน parttime<< หลังเลิกงาน งานทำที่บ้านได้ รับรายได้ทุกวัน*ที่นี่ค่ะ*

เปิดรับด่วน!! สำหรับผู้ที่ต้องการ หางานพิเศษทําหลังเลิกงาน  part time ทำงานที่บ้านได้
ทำช่วง เวลาว่าง เสาร์ อาทิตย์ หลังเลิกงาน หลังเลิกเรียน สามารถรับกลับทำที่บ้านได้ จ่ายรายได้รายวัน
สำหรับบุคคลทั่วไป  นักศึกษา พนักงานประจำ คนว่างงาน ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์







สมัครงานคลิ๊กเพื่อกรอกข้อมูลฝากประวัติ >>>   



คำค้นหาหางานคีย์ข้อมูลทำที่บ้านจ่ายรายวัน , งาน parttime คีย์ข้อมูล , หางานคีย์ข้อมูล ,หางานพิเศษทำที่บ้าน ,
หางาน part time เสาร์ อาทิตย์ , หางานคีย์ข้อมูล , หารายได้พิเศษหลังเลิกงาน , หางาน part time นักศึกษา ,
หางานพิมพ์เอกสาร , หางานอิสระ , หางานออนไลน์ทำงานผ่านเน็ต , หางาน PARTTIME ตอนเย็น ,
 หารายได้เสริมทำที่บ้าน, หางานแถวรังสิต-ดอนเมือง , งานพิเศษวันเสาร์-อาทิตย์ , หางานทำในกรุงเทพ ,
หางานทำที่บ้านได้ , หางานทำระหว่างเรียน , หางานทำหลังเลิกงาน , หางานที่ทำอยู่ที่บ้านได้ , หางานวุฒิม. 3-6:


เวปรายได้เสริม
http://www.ichat.in.th/MangPorClubboard

 6 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:12:48 AM 
เริ่มโดย kittykitty1234 - กระทู้ล่าสุด โดย kittykitty1234
>>งาน parttime<< หลังเลิกงาน งานทำที่บ้านได้ รับรายได้ทุกวัน*ที่นี่ค่ะ*

เปิดรับด่วน!! สำหรับผู้ที่ต้องการ หางานพิเศษทําหลังเลิกงาน  part time ทำงานที่บ้านได้
ทำช่วง เวลาว่าง เสาร์ อาทิตย์ หลังเลิกงาน หลังเลิกเรียน สามารถรับกลับทำที่บ้านได้ จ่ายรายได้รายวัน
สำหรับบุคคลทั่วไป  นักศึกษา พนักงานประจำ คนว่างงาน ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์







สมัครงานคลิ๊กเพื่อกรอกข้อมูลฝากประวัติ >>>   



คำค้นหาหางานคีย์ข้อมูลทำที่บ้านจ่ายรายวัน , งาน parttime คีย์ข้อมูล , หางานคีย์ข้อมูล ,หางานพิเศษทำที่บ้าน ,
หางาน part time เสาร์ อาทิตย์ , หางานคีย์ข้อมูล , หารายได้พิเศษหลังเลิกงาน , หางาน part time นักศึกษา ,
หางานพิมพ์เอกสาร , หางานอิสระ , หางานออนไลน์ทำงานผ่านเน็ต , หางาน PARTTIME ตอนเย็น ,
 หารายได้เสริมทำที่บ้าน, หางานแถวรังสิต-ดอนเมือง , งานพิเศษวันเสาร์-อาทิตย์ , หางานทำในกรุงเทพ ,
หางานทำที่บ้านได้ , หางานทำระหว่างเรียน , หางานทำหลังเลิกงาน , หางานที่ทำอยู่ที่บ้านได้ , หางานวุฒิม. 3-6:


เวปรายได้เสริม
http://www.ichat.in.th/MangPorClubboard

 7 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:12:34 AM 
เริ่มโดย kittykitty1234 - กระทู้ล่าสุด โดย kittykitty1234
>>หารายได้เสริม<งานหลังเลิกงาน งานหลังเลิกเรียน งานพิมพ์เอกสาร งานคีย์ข้อมูล*cick*

เปิดรับด่วน!! สำหรับผู้ที่ต้องการ หางานพิเศษทําหลังเลิกงาน  part time ทำงานที่บ้านได้
ทำช่วง เวลาว่าง เสาร์ อาทิตย์ หลังเลิกงาน หลังเลิกเรียน สามารถรับกลับทำที่บ้านได้ จ่ายรายได้รายวัน
สำหรับบุคคลทั่วไป  นักศึกษา พนักงานประจำ คนว่างงาน ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์


คุณสมบัติ :
• ทุกเพศ
• อายุ 18 ปีขึ้นไป
• วุฒิ ม.3 ขึ้นไป
• สามารถใช้  Computer และ Internet ได้ ( Word,ส่ง E-mail)
( นักศึกษาที่ต้องการหารายได้พิเศษระหว่างเรียน / บุคคลทั่วไป ก็สามารถทำได้ )
• มีความรับผิดชอบในการทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง

ลักษณะ :
• เป็นการคีย์ข้อมูลตามเอกสาร และ ส่ง E-mail ตามข้อมูล ที่ทางเรากำหนดให้
• สามารถทำที่บ้านได้ วันละ 1-2 ช.ม. ไม่กระทบกับงานประจำหรือการเรียน
• จ่ายรายได้ค่าตอบแทนรายวัน
• ไม่ใช่งานขายประกัน หรือขายสินค้า

สถานที่ปฎิบัติงาน :
• บ้านหรือที่พักอาศัย , ที่ทำงาน , สถานศึกษา , ร้านอินเตอร์เน็ต

เอกสาร :
• สำเนาบัตรประชาชน
• สำเนาสมุดบัญชีหน้าแรก
** กรุณา!! จดรหัส H-170900 เข้ามาติดต่องานดวยนะค่ะ

สนใจติดต่อ  คุณ เปรมวิกา  Tel .  086-3315255 , 080-7763007

สถานที่ : ศูนย์การค้า Max Value (ตรงข้ามมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร) ใกล้ๆวงเวียนบางเขน กทม.



สมัครงานคลิ๊กเพื่อกรอกข้อมูลฝากประวัติ >>>   



คำค้นหาหางานคีย์ข้อมูลทำที่บ้านจ่ายรายวัน , งาน parttime คีย์ข้อมูล , หางานคีย์ข้อมูล ,หางานพิเศษทำที่บ้าน ,
หางาน part time เสาร์ อาทิตย์ , หางานคีย์ข้อมูล , หารายได้พิเศษหลังเลิกงาน , หางาน part time นักศึกษา ,
หางานพิมพ์เอกสาร , หางานอิสระ , หางานออนไลน์ทำงานผ่านเน็ต , หางาน PARTTIME ตอนเย็น ,
 หารายได้เสริมทำที่บ้าน, หางานแถวรังสิต-ดอนเมือง , งานพิเศษวันเสาร์-อาทิตย์ , หางานทำในกรุงเทพ ,
หางานทำที่บ้านได้ , หางานทำระหว่างเรียน , หางานทำหลังเลิกงาน , หางานที่ทำอยู่ที่บ้านได้ , หางานวุฒิม. 3-6:



เวปรายได้เสริม
http://www.ichat.in.th/MangPorClubboard




 8 
 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2012, 04:34:32 PM 
เริ่มโดย parttimebkk - กระทู้ล่าสุด โดย parttimebkk
หางาน งานทําอยู่กับบ้าน พาร์ทไทม์ คีย์ข้อมูล จ่ายเงินรายวัน เชิญดูที่นี่ค่ะ

รับบุคคลที่ต้องการ หางานทําอยู่กับบ้าน part time คีย์ข้อมูล พิมพ์งาน ที่จ่ายเงินรายวัน เป็นรายได้พิเศษ รายได้เสริม ทำงานวันละ 2-3 ชม.  แค่เล่นอินเตอร์เน็ตได้ ไม่กระทบกับงานประจำและเวลาเรียน



ลักษณะงาน
งาน part time ทำงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ต คีย์ข้อมูล ตามเอกสารที่ให้ไปลงใน word ส่งไปทางอีเมล์โดยเราจะมีรายชื่ออีเมลล์และข้อความสำหรับส่งเตรียมไว้ไห้ ใช้เวลาการทำงาน 2-3 ชั่วโมงเป็น ไม่ฟิกเวลาในการทำงาน บริษัทจะมีการสอนการทำงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ตให้ใช้เวลาการสอนงานประมาณ 30 นาที รับงานไปทำที่บ้านได้ รายได้ขึ้นอยู่กับปริมาณของงานที่ทำ

คุณสมบัติ
• อายุ 18 ปีขึ้นไป
• สามารถใช้งาน Computer เบื้องต้นได้   ( โปรแกรม Word ,  หรือส่ง Email ได้ )
• มีความรับผิดชอบ  ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์
• นักศึกษา บุคคลทั่วไป พนักงานบริษัทที่ต้องการหารายได้พิเศษ รายได้เสริมสามารถใช้งานทาง Internet ได้
( จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ )

• พักอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล สามารถเข้ามารับรายละเอียดงานที่บริษัทได้  ด้วยตนเองเท่านั้น

เอกสารที่ต้องนำมา
• สำเนาบัตรประชาชน
• สำเนาบัญชีธนาคารหน้าแรก  ยกเว้น ธกส.  ออมสิน
** อย่าลืม!! จดรหัส H133783 เข้ามาติดต่อด้วย เพื่อติดต่อฝ่ายงาน Parttime **

สนใจติดต่อ   คุณเปรมวิกา   โทร . 087-3142466 , 080-7763007   ( จดรหัส H133783 เข้ามาติดต่อด้วย )

ที่ตั้ง  ศูนย์การค้า Max Valu  ถ. แจ้งวัฒนะ ตรงข้าม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กทม.
( เปิดทุกวัน  10.00  น. – 16.00 น. )



สนใจงานฝากประวัติให้ติดต่อกลับได้>>>   


แหล่งข้อมูลดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก >>>  http://parttimethaibkk.wordpress.com/



คำค้นหา :  หางานทำที่บ้าน , งานทําอยู่กับบ้าน , งานพาร์ทไทม์คีย์ข้อมูล , หางานจ่ายเงินรายวัน

 9 
 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2012, 04:34:02 PM 
เริ่มโดย parttimebkk - กระทู้ล่าสุด โดย parttimebkk
หางาน งานทําอยู่กับบ้าน พาร์ทไทม์ คีย์ข้อมูล จ่ายเงินรายวัน เชิญดูที่นี่ค่ะ

รับบุคคลที่ต้องการ หางานทําอยู่กับบ้าน part time คีย์ข้อมูล พิมพ์งาน ที่จ่ายเงินรายวัน เป็นรายได้พิเศษ รายได้เสริม ทำงานวันละ 2-3 ชม.  แค่เล่นอินเตอร์เน็ตได้ ไม่กระทบกับงานประจำและเวลาเรียน



ลักษณะงาน
งาน part time ทำงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ต คีย์ข้อมูล ตามเอกสารที่ให้ไปลงใน word ส่งไปทางอีเมล์โดยเราจะมีรายชื่ออีเมลล์และข้อความสำหรับส่งเตรียมไว้ไห้ ใช้เวลาการทำงาน 2-3 ชั่วโมงเป็น ไม่ฟิกเวลาในการทำงาน บริษัทจะมีการสอนการทำงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ตให้ใช้เวลาการสอนงานประมาณ 30 นาที รับงานไปทำที่บ้านได้ รายได้ขึ้นอยู่กับปริมาณของงานที่ทำ

คุณสมบัติ
• อายุ 18 ปีขึ้นไป
• สามารถใช้งาน Computer เบื้องต้นได้   ( โปรแกรม Word ,  หรือส่ง Email ได้ )
• มีความรับผิดชอบ  ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์
• นักศึกษา บุคคลทั่วไป พนักงานบริษัทที่ต้องการหารายได้พิเศษ รายได้เสริมสามารถใช้งานทาง Internet ได้
( จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ )

• พักอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล สามารถเข้ามารับรายละเอียดงานที่บริษัทได้  ด้วยตนเองเท่านั้น

เอกสารที่ต้องนำมา
• สำเนาบัตรประชาชน
• สำเนาบัญชีธนาคารหน้าแรก  ยกเว้น ธกส.  ออมสิน
** อย่าลืม!! จดรหัส H133783 เข้ามาติดต่อด้วย เพื่อติดต่อฝ่ายงาน Parttime **

สนใจติดต่อ   คุณเปรมวิกา   โทร . 087-3142466 , 080-7763007   ( จดรหัส H133783 เข้ามาติดต่อด้วย )

ที่ตั้ง  ศูนย์การค้า Max Valu  ถ. แจ้งวัฒนะ ตรงข้าม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กทม.
( เปิดทุกวัน  10.00  น. – 16.00 น. )



สนใจงานฝากประวัติให้ติดต่อกลับได้>>>   


แหล่งข้อมูลดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก >>>  http://parttimethaibkk.wordpress.com/



คำค้นหา :  หางานทำที่บ้าน , งานทําอยู่กับบ้าน , งานพาร์ทไทม์คีย์ข้อมูล , หางานจ่ายเงินรายวัน

 10 
 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2012, 04:02:57 PM 
เริ่มโดย parttimebkk - กระทู้ล่าสุด โดย parttimebkk
หางาน งานทําอยู่กับบ้าน พาร์ทไทม์ คีย์ข้อมูล จ่ายเงินรายวัน เชิญดูที่นี่ค่ะ

รับบุคคลที่ต้องการ หางานทําอยู่กับบ้าน part time คีย์ข้อมูล พิมพ์งาน ที่จ่ายเงินรายวัน เป็นรายได้พิเศษ รายได้เสริม ทำงานวันละ 2-3 ชม.  แค่เล่นอินเตอร์เน็ตได้ ไม่กระทบกับงานประจำและเวลาเรียน



ลักษณะงาน
งาน part time ทำงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ต คีย์ข้อมูล ตามเอกสารที่ให้ไปลงใน word ส่งไปทางอีเมล์โดยเราจะมีรายชื่ออีเมลล์และข้อความสำหรับส่งเตรียมไว้ไห้ ใช้เวลาการทำงาน 2-3 ชั่วโมงเป็น ไม่ฟิกเวลาในการทำงาน บริษัทจะมีการสอนการทำงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ตให้ใช้เวลาการสอนงานประมาณ 30 นาที รับงานไปทำที่บ้านได้ รายได้ขึ้นอยู่กับปริมาณของงานที่ทำ

คุณสมบัติ
• อายุ 18 ปีขึ้นไป
• สามารถใช้งาน Computer เบื้องต้นได้   ( โปรแกรม Word ,  หรือส่ง Email ได้ )
• มีความรับผิดชอบ  ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์
• นักศึกษา บุคคลทั่วไป พนักงานบริษัทที่ต้องการหารายได้พิเศษ รายได้เสริมสามารถใช้งานทาง Internet ได้
( จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ )

• พักอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล สามารถเข้ามารับรายละเอียดงานที่บริษัทได้  ด้วยตนเองเท่านั้น

เอกสารที่ต้องนำมา
• สำเนาบัตรประชาชน
• สำเนาบัญชีธนาคารหน้าแรก  ยกเว้น ธกส.  ออมสิน
** อย่าลืม!! จดรหัส H133783 เข้ามาติดต่อด้วย เพื่อติดต่อฝ่ายงาน Parttime **

สนใจติดต่อ   คุณเปรมวิกา   โทร . 087-3142466 , 080-7763007   ( จดรหัส H133783 เข้ามาติดต่อด้วย )

ที่ตั้ง  ศูนย์การค้า Max Valu  ถ. แจ้งวัฒนะ ตรงข้าม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กทม.
( เปิดทุกวัน  10.00  น. – 16.00 น. )



สนใจงานฝากประวัติให้ติดต่อกลับได้>>>   


แหล่งข้อมูลดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก >>>  http://parttimethaibkk.wordpress.com/



คำค้นหา :  หางานทำที่บ้าน , งานทําอยู่กับบ้าน , งานพาร์ทไทม์คีย์ข้อมูล , หางานจ่ายเงินรายวัน

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Boxfm 87.5 ลำปาง โรงพิมพ์
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!