::>Dhammakid.คอม : มหานครธรรมะสำหรับคนรุ่นใหม่
กันยายน 07, 2010, 07:03:56 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: โฮสแรงดอทคอม บริการพื้นที่ทำเว็บไซต์ Web Hosting ราคาคุณภาพ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ‘หลวงพ่อแสนทอง’ วัดมณีบรรพต จ.ตาก  (อ่าน 2631 ครั้ง)
[นายเอฟ]
---
ผู้ดูแลระบบ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6346


นายเอฟ ลำปาง



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์

« เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2009, 01:37:38 pm »





[COLOR=#NaNNaNNaN]‘หลวงพ่อแสนทอง’
วัดมณีบรรพต อ.เมือง จ.ตาก [/COLOR]

“หลวงพ่อแสนทอง” พระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเมืองตาก
เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยเชียงแสน สิงห์สาม
ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดมณีบรรพตวรวิหาร
หรือวัดเขาแก้ว ตำบลหนองหลวง อำเภอเมือง จังหวัดตาก


พระครูเมธีวรคุณ (พระมหาฉลวย กาญจโน)
เจ้าอาวาสวัดมณีบรรพตวรวิหาร เล่าให้ฟังว่า เมื่อ ๗๘ ปีก่อน
สมัยที่ พระครูรัตนวาสพิพัฒน์ (หลวงพ่อห้อน อินทสโร)
ขณะเจริญกรรมฐานภายในวัด ได้มีนิมิตถึงองค์พระพุทธรูป
ตั้งอยู่ในวิหารร้างเมืองโบราณแห่งหนึ่งชื่อว่า “เมืองตื่น”
อยู่ในป่าทางเหนือของเขื่อนภูมิพลในปัจจุบัน
มีพญาเสือ ๒ ตัว คอยปกป้องดูแลพระพุทธรูปดังกล่าวอยู่ไม่ไกล

จากนั้นพระพุทธรูปได้เปล่งแสงลอยข้ามฟ้าจากป่าเมืองร้าง
มาลอยวนเหนือตัวเมืองตาก และมาหยุดสถิตอยู่เหนือเขาแก้ว
ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดมณีบรรพตวรวิหาร (วัดเขาแก้ว)
เป็นเช่นนิมิตหมายว่าจะเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองตากสืบไป

หลวงพ่อห้อน พระเกจิดังเมืองตาก จึงสืบหาเมืองร้างดังกล่าวว่ามีอยู่จริง
รวบรวมสานุศิษย์ประมาณ ๑๕ คน เดินทางด้วยเท้า เข้าป่าเหนือลำแม่น้ำปิง
และต้องถ่อแพไปตามลำห้วยแม่ตื่น ลำน้ำสาขาของแม่น้ำปิง เข้าป่าลึก
หานานกว่า ๒๐ วัน จึงค้นพบ “เมืองตื่น” เมืองโบราณที่ถูกทิ้งร้าง
มาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีวิหารร้างสภาพปรักหักพัง

ภายในมีพระพุทธรูปทองสำริด ลักษณะดังเช่นที่หลวงพ่อนิมิตถึง

จากนั้นคณะจึงได้อัญเชิญ และล่องแพมาตามลำน้ำแม่ตื่น เกิดแพแตก
ทำให้องค์พระพุทธรูปจมน้ำและต้องดำน้ำงมขึ้นมาใหม่ถึง ๓ ครั้ง
ใช้เวลาเดินทางล่องมาตามลำน้ำแม่ปิงถึง ๗ วัน ๗ คืน ผ่านอุปสรรคนานานัปการ

กระทั่งมาถึงท่าโพธิ์ ชุมชนตัวเมืองตาก (ปัจจุบันท่าโพธิ์ได้ถูกถม
สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เพื่อขยายตัวเมือง สภาพเป็นถนนร้านค้า
ช่วงบริเวณหน้าธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาตาก) ซึ่งเป็นเวลารุ่งเช้า
แสงอาทิตย์จับต้องที่องค์พระสะท้อนแสงสีทองงดงาม

คณะอัญเชิญและชาวเมืองตากที่รอรับ ได้พร้อมใจตั้งชื่อ
พระพุทธรูปปางมารวิชัยที่อัญเชิญมาจากเมืองตื่น เมืองโบราณ ว่า
“หลวงพ่อแสงทอง” ต่อมา เรียกเพี้ยนเป็น “หลวงพ่อแสนทอง”

พระครูเมธีวรคุณ เล่าอีกว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแสนทองนั้น
สมัยก่อนมีขโมยลักลอบเข้ามาจะตัดเศียรพระ ด้วยระบบป้องกันการโจรกรรมยังไม่ดี
และพระอุโบสถยังมิได้มีการล็อกกุญแจประตูแต่อย่างใด

พวกหัวขโมยได้เข้าไปภายในโบสถ์ เตรียมลักพระพุทธรูปหลวงพ่อแสนทอง
แต่ปรากฏว่าเกิดปาฏิหาริย์ มองไม่เห็นหลวงพ่อแสนทอง
ลักได้ไปแต่พระพุทธรูปใหม่ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน
เป็นเช่นนี้หลายครั้ง จนกลายเป็นเรื่องเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการติดตั้งสัญญาณกันขโมยอย่างดี
รวมทั้งมีพระเณรเฝ้าตลอด ๒๔ ชั่วโมง

และเมื่อกว่า ๒๐ ปี เกิดเหตุไฟไหม้บ่อยครั้งในเขตตัวเมืองตาก
คนเฒ่าคนแก่ที่มาปฏิบัติธรรมได้นิมิตถึงหลวงพ่อแสนทอง ว่าจะต้องนำ
องค์ท่านแห่รอบเมืองเพื่อให้ชาวตากสรงน้ำเพื่อสักการะและปัดเป่าเภทภัย
ดังนั้น ทุกวันที่ ๑๓ เมษายน ของทุกปี จะมีการอัญเชิญหลวงพ่อแสนทอง
ออกไปแห่รอบเมือง ให้ประชาชนสรงน้ำเพื่อเป็นสิริมงคลสืบมา

สำหรับ วัดมณีบรรพตวรวิหาร เดิมเรียกว่า วัดเขาแก้ว
ตามลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งวัดที่เป็นภูเขา
และมีหินลักษณะแก้วสีขาว หรือหินเขี้ยวหนุมานเป็นจำนวนมาก

สันนิษฐานว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ดังมีความปรากฏตามพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ว่า
ในปีพุทธศักราช ๒๓๑๗ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ได้เสด็จไปนมัสการพระพุทธรูปที่วัดดอยเขาแก้วและได้ตรัสกับภิกษุที่วัด
ว่า พระองค์ได้เคยกระทำสัตยาธิษฐานเสี่ยงพระบารมีที่วัดแห่งนี้

มีความเข้าใจตรงกันว่าวัดเขาแก้วคงเป็นวัดร้างในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
จนเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๕ หลวงพ่อเณร หรือชาวบ้านเรียกว่า
ขรัวเณร หรือขรัวตาเณร เป็นผู้ริเริ่มปฏิสังขรณ์วัดและปกครองเป็นรูปแรก
โดยมีฆราวาสที่สร้างวัดและบูรณะตั้งแต่ต้นคือ ท่านเผือก
เศรษฐีเจ้าของตลาดในจังหวัดสุโขทัย ได้ทำการก่อสร้าง
พระอุโบสถและศาลาการเปรียญขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๓๕

วัดมณีบรรพตวรวิหารได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๓๖
และได้รับสถาปนาให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

ท่องเที่ยว Hosting โรงพิมพ์ วาไรตี้ วิทยุออนไลน์ วิเคราะห์บอล
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!