::>Dhammakid.คอม : มหานครธรรมะสำหรับคนรุ่นใหม่
พฤษภาคม 18, 2012, 12:41:09 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ขณะนี้เว็บไซต์ธรรมะคิด ได้เปิดรับสมัครสมาชิกเว็บบอร์ดเพิ่มแล้วสามารถ คลิกสมัครสมาชิก ได้แล้วค่ะ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เข้าใจเรื่อง กาย+จิต(สังขาร) และ กาย+จิตหลุดพ้น อย่างละเอียดกันสักหน่อย  (อ่าน 210 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
phonsak
« เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 12:56:22 AM »

เรามาเข้าใจเรื่องจิตให้ละเอียด ลึกซึ๊งกันสักนิด  


จิตมันมี 2 จิต

1. จิต(สังขาร) หรือจิตในปฏิจจสมุปบาท  

จิต(สังขาร)ตัวนี้เป็นอนัตตา(ไม่เที่ยง และ เป็นทุกข์)  จิต(สังขาร)เป็นของสูญ  แต่ก่อนที่มันสูญไป หรือดับไป หรือตายไปจากภพภูมินั้นคือ "โลกมนุษย์"   จิตตัวนี้ถ้ายังมีกิเลสอยู่ มันก็จะนิมิตเห็นก่อนตายว่า  มันจะไปบังเกิดกายและจิตใหม่ขึ้นมาอีกในภพภูมิไหน  เช่นเดียวกับการต่อเทียนที่ติดไฟแท่งหนึ่ง  ก่อนไฟเทียนดับ  ถ้าเอาไฟไปต่อเที่ยนอีกเล่มหนึ่ง ทั้งไฟทั้งเทียนก็จะมีไฟเกิดขึ้นมาในเทียนใหม่  

ด้วยเหตุี้นี้ จิตสังขารจึงดำรงอยู่ชั่วคราว  พอจิตตัวเดิมในโลกดับไปพร้อมกายเนื้อ  จิตตัวใหม่พร้อมกายใหม่ก็เกิดขึ้นในปรโลกทันที

อย่างไรก็ตาม ทั้งจิตตัวเก่าและจิตตัวใหม่ พร้อมกายเก่า กายใหม่ ล้วนเป็นกายเก๊และจิตเก๊ หรือกายอุปทานและจิตอุปทาน ที่เป็นอนัตตาทั้งนั้น  ไม่ว่ากายและจิตนั้นจะอยู่ในโลกมนุษย์ หรือโลกของเปรต โลกของเทวดา หรือในโลกของพรหม ก็ตามที  เก๊ปลอมมันทั้ง 3 ภพนั่นแหละ

ย้ำอีกครั้ง!!! นามรูป หรือ ขันธ์ 5(กายเก๊และจิตเก๊)  รวมทั้ง กายทิพย์จิตทิพย์ต่างๆ ที่เรียกว่า "นามกาย"  ทั้งหมดล้วนเป็นของเก๊ เป็นมายา เป็นของสูญทั้งสิ้น  

กายเก๊จิตเก๊ของมนุษย์+กายทิพย์เก๊จิตทิพย์เก๊ ที่อยู่ในโลกมนุษย์ โลกสวรรค์ โลกนรก และพรหมโลก ฯลฯ   พวกมันจะวนเวียน เล่นละครตามบาปบุญที่ทำมาในโลก  และในปรโลกไปเรื่อยๆ  หนีไม่พ้นจากทุกข์อันเกิดจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้เลย  จึงเรียกว่า พวกเราเวียนว่ายตายเกิดใน "สังสารวัฏฏ์"

อนึ่ง....พระพุทธองค์เรียก "กายว่าจิต"  เพราะทั้งกายและจิตต้องอยู่ร่วมกันตลอด อ่าน จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว พระพุทธเจ้าเรียก "กาย" ว่า "จิต" ใน
http://community.thaiware.com/index.php/topic/360677-ouacoa-aoaaceoc-adhoeaeoaaoaa-aoa-ceo-ou/

สรุป

โลกของอนัตตา เป็นโลกของของเก๊  ไม่ว่าจะกายหรือจิตของมนุษย์ หรือกายทิพย์หรือจิตทิพย์ของเทพใดก็แล้วแต่  มันเป็นของเก๊ ลอกเลียนแบบมาทั้งนั้น  รวมทั้งเมือง บ้านเรือน ฯลฯ  มันก็เก๊ทั้งนั้น


2. จิตหลุดพ้น หรือนิพพานจิต   จิตตัวนี้เป็นอัตตา (เที่ยง ไม่เป็นทุกข์) เป็นของไม่สูญ  เป็นของแท้   จิตหลุดพ้นตัวนี้ ดำรงอยู่ชั่วนิรันดรในกายของแท้ ที่เรียกว่า ธรรมกาย ไม่ต้องไปเกิด ไปแก่ ไปเจ็บ ไปตาย อีกต่อไป  สถานที่ที่พระธรรมกายต่างๆอาศัยอยู่คือ เมืองพระนิพพาน หรือพุทธเกษตรของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์  

องค์ปัจจุบันคือ พระศรีศากยมุนี หรือ สมณะโคคม  เมืองพระนิพพานที่พระอรหันต์สาวกแต่ละองค์ในโลกใบนี้จะไปอยู่ ก็คือ พุทธเกษตรของพระศรีศากยมุนี

พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องเมืองพระนิพพาน ในคิริมานนทสูตร ( อุบายรักษาโรค ) : ผมยกมาท่อนหนึ่ง  เมืองพระนิพพาน อานนฺท ดูกรอานนท์ นิพฺพานํ นครํ นาม อันชื่อว่าเมืองพระนิพพาน.........

พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องพุทธเกษตรของพระศากยมุนีไว้ในพระสูตรมหายานหลายแห่ง เช่น

1. พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า “ดูกรอานนท์ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา ... แม้จนกระทั่งบัดนี้ พระโพธิสัตว์ก็ยังอาจจะเห็นพระศากยมุนีพุทธเจ้าได้ในรูปสัมโภคกาย ...

+++สมโภคกาย ในคัมภีร์มหายาน อาศัยอยู่ที่พุทธเกษตร+++

2. ในวิมลเกียรตินิทเทสสูตร ปริเฉทที่ 1 พุทธเกษตร แปลโดยเสถียร โพธินันทะ

พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า “ฉันใดก็ฉันนั้นนะสารีบุตร ! เป็นความผิดของสรรพสัตว์เอง ! ที่มองไม่เห็นความบริสุทธิ์สะอาดในโลกธาตุเกษตรแห่งเราตถาคต จักเป็นความผิดของตถาคตด้วยก็หาไม่ สารีบุตรเอย ! โลกธาตุของตถาคตนั้นบริสุทธิ์ แต่เธอมองไม่เห็นเอง”.......
        
         ท้าวสนังพรหมกุมาร ได้กล่าวกับพระสารีบุตรว่า
        
         “ขอท่านผู้เจริญอย่าได้ปริวิตก แลกล่าวว่า  พุทธเกษตรนี้ไม่บริสุทธิ์เลย ข้อนั้นเพราะเหตุเป็นไฉน ? เพราะเรานั้นได้เห็น ความบริสุทธิ์หมดจดแห่งพุทธเกษตรของพระศากยมุนีเจ้า เปรียบดุจทิพยมณเฑียรแห่งพระอิศวรเทพ ฉะนั้น.”
        
         พระบรมศาสดาตรัสว่า
        
         “โลกธาตุของตถาคต ย่อมบริสุทธิ์เป็นปกติอยู่เป็นนิตย์ แต่เพื่อโปรดบรรดาชนผู้มีอินทรีย์ต่ำ ตถาคตจึงสำแดงให้ปรากฏเห็นเป็นไม่บริสุทธิ์ขึ้น เหมือนดังปวงเทพยาดาต่างร่วมเสวยสุทธาโภชน์ในทิพยภาชน์อันเดียว ด้วยอำนาจแห่งบุญสมภารของแต่ละองค์ไม่เสมอกัน ทิพย์โภชน์จึงปรากฏหาคล้ายกันไม่ ฉันใดก็ฉันนั้นนะ สารีบุตร! ถ้าบุคคลมีจิตบริสุทธิ์ไซร้ เขาย่อมเห็นคุณาลังการแห่งพุทธเกษตรนี้ได้.”


สรุป


วิสุทธิภูมิหรือเมืองพระนิพพาน ที่พระพุทธเจ้าของเราและพระอรหันต์สาวกไปอาศัยอยู่ คือ พุทธเกษตรของพระศรีศากยมุนี   แต่ถ้าพระอรหันต์ท่านนั้น ต้องการเอาจิตหลุดพ้นเข้านิพพานไปเลย  ไม่ต้องการอยู่ในพุทธเกษตรของสมณโคดม ก็ทำได้  ให้เข้าไปสู่นิพพานที่เป็นความว่างเฉยๆ (เข้านิโรธ)  หลวงปู่ดู่ กล่าวถึงพระนิพพาน..... ท่าน พูดว่า “นิพพานจริงๆ แล้วเป็นความว่าง ไม่มีอะไรเลย”

 ก่อนหน้านั้นท่านพูดถึงนครหรือเมืองพระนิพพาน(พุทธเกษตรของพระองค์) ลองอ่านดูนะครับ:
    
      “เมื่อไปถึงวิมานแก้วได้แล้ว เป็นวิมานแก้วของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกุฏิของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ก็มีวิมานพระธรรม อยู่ไปทางขวามือของพระพุทธเจ้ามีตู้พระไตรปิฎกอยู่หลายตู้ เขียนเป็นภาษาบาลีอักษรขอม ถ้าอยากรู้แปลว่าอะไรให้ถามหลวงปู่ทวด ซ้ายมือเป็นวิมานของพระสงฆ์ มีพระสงฆ์อยู่พระพุทธเจ้าเป็นประธาน

แกเดินจิตให้ดีจากวิมานแก้วจะไปถึงพระพุทธรูป 4 องค์ของกัปป์นี้ มีลักษณะหน้าตักกว้างไม่เท่ากันตามบารมี องค์แรกเป็นของพระกกุสันโธมีหน้าตักกว้าง 20 วา องค์ที่สองพระโกนาคม หน้าตัก 15 วา องค์ที่สาม ของพระกัสสปหน้าตัก 10 วา องค์ที่สี่ หน้าตัก 5 วา ถ้าเป็นพระศรีอริย์องค์ที่ห้า ยังไม่ปรากฎถ้าอธิษฐาน ขอดูจะพบว่ามีหน้าตักเท่ากับองค์แรก เพราะท่านสร้างบารมีมาถึง 16 อสงไขยกับแสนมหากัปป์

ทำจิตให้ดี เดินจิตให้ถึงที่หลังพระทั้ง สี่องค์ มีที่เวิ้งว้างไม่มีประมาณนั้นแหละคือ แดนพระนิพพานจริงๆ ไม่มีอะไรเลยเป็นสภาพของความว่าง แต่ไม่ใช่สูญนะแก”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 03, 2012, 01:36:20 AM โดย phonsak » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Boxfm 87.5 ลำปาง โรงพิมพ์
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!