::>Dhammakid.คอม : มหานครธรรมะสำหรับคนรุ่นใหม่
พฤษภาคม 18, 2012, 12:32:10 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ขณะนี้เว็บไซต์ธรรมะคิด ได้เปิดรับสมัครสมาชิกเว็บบอร์ดเพิ่มแล้วสามารถ คลิกสมัครสมาชิก ได้แล้วค่ะ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมกายเป็นอัตตา ไม่เแก่เจ็บตาย เนรมิตกายเป็นอะไรก็ได้ หรือจะไม่เนรมิตก็ได้-อรูป  (อ่าน 274 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
phonsak
« เมื่อ: ธันวาคม 22, 2011, 12:22:21 AM »

phonsak เขียน:

1. อัตตา  ตัวตน ของมนุษย์และสัตว์โลกต่างๆเป็นอัตตาอุปทาน(อัตตานุปาทาน) เป็นอัตตาที่เกิดจากทิฎฐิ(อัตตานุทิฏฐิ)  คนละตัวตนกับตัวตนในนิพพาน  ซึ่งเป็นตัวทนแท้จริง ที่เป็นอมตะ ไม่มีวันตาย  จะนิรมิตกายเป็นอะไรก็ได้  หรือไม่เนรมิตอะไรออกมาก็ได้

ถ้านิพพานหรือมหาสุญญตา(จิตบริสุทธิ์ที่กำจัดกิเลสออกหมดแล้ว)  นิรมิตกายออกมา ก็จะเนรมิต 2 แบบ คือ ธรรมกาย และกายทิพย์   ทั้งธรรมกาย และกายทิพย์นั้น ก็ถือว่าเป็นอัตตา เพราะเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย  และจะแปลงเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น

2. ถ้า "มหาสุญญตา"หรือ "จักรวาลเดิม" หรือ "พระนิพพาน" ไม่เนรมิตร่างอะไรออกมา   จะอยู่เป็นจิตบริสุทธิ์ปภัสสรอย่างเดียวก็ทำได้ จิตจะสงบอยู่ในนิโรธ คือ จิตสูญจากกิเลส สูญจากความคิดปรุงแตงทั้งปวง
...................

คุณพระนายอ้างว่า:

ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  

ไม่มี  ใน  พระไตรปิฎก 84000 ธรรมขันธ์

และ  เป็น  การมั่วของ  Phonsak อีกแล้วครับ  ท่านผู้ชม

ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ



พลศักดิ์ตอบ

อนัตตลักขณสูตร บอกชัดเจนเลย  แต่คุณและนักปริยัติทั้งประเทศตีความไม่ได้เท่านั้น  เพราะไม่ได้ปัญญาทางพระพุทธศาสนาที่เกิดจากการปฏิบัติ

1. ในอนัตตลักขณสูตรนั้น พระพุทธองค์ให้นิยามคำว่า "อัตตา" ไว้ชัดเจน

" ดูกรภิกษุทั้งหลาย....

ถ้ารูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) นี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) นี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในรูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)ว่า รูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) รูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย "

จากท่อนจบที่พระพุทธเจ้าถามปัญจวัคคีย์

ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตน(อัตตา)ของเรา?

ป. ข้อนั้น ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า. = อนัตตา

สรุป

ถ้ามีรูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ใด ที่ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสิ่งนั้นว่า ขอให้มันเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าเป็นอย่างนี้เลย สิ่งนั้นก็เป็น "อัตตา"

2.  อัตตานุทิฏฐิ หรือ อัตตวาทุปาทาน สิ่งนี้เป็นอุปทาน หรือ เป็นมิจฉาทิฏฐิ บางท่านเรียกว่า อัตตาของโลก

อัตตานุทิฏฐิ = ผู้ที่ยึดมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่าเป็นตัวตน(อัตตา)ของเรา ทั้งๆที่มันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน(อัตตา)ของเรา เขาหลงยึดมั่นถือว่าเป็นอัตตา เป็นตัวตนของเขา

ไปหาอ่านนะครับ ในพระสูตรนี้ ขันธสังยุตต์ - จุลปัณณาสก์ - ทิฏฐิวรรค - ๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร

3. อัตตา เท่ากับ สิ่งที่เที่ยง ไม่เป็นทุกข์ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

แล้วอะไรล่ะที่เป็นอัตตา....ก็อสังขตธาตุ ยังไงล่ะ ดูลักษณะของอสังขตธาตุ(อัตตา)นะครับ

ลักษณะของอสังตธาตุ(อัตตา)

อสังขตธาตุ หมายถึง ธาตุที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง และมีลักษณะความเกิดไม่ปรากฏ ๑ ความเสื่อมสลายไม่ปรากฏ ๑ เมื่อตั้งอยู่ความแปรปรวนไม่ปรากฏ ๑

ภิกษุ ท.! อสังขตลักษณ ะของอสังขตธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่
สามอย่างอย่างไรเล่า? สามอย่างคือ :-
๑. ไม่ปรากฏมีการเกิด = ไม่เกิด
๒. ไม่ปรากฏมีการเสื่อม = ไม่แปรปรวน(แก่ เจ็บ ตาย)
๓. เมื่อตั้งอยู่ ก็ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ = ไม่แปรปรวน(แก่ เจ็บ ตาย)

ภิกษุ ท.! สามอย่างเหล่านี้แล คืออสังขตลักษณะของอสังขตธรรม.

4. พระพุทธเจ้าตรัสชัดเจนทีี่สุดใน พระสูตรนี้ว่า ธรรมกายเป็นอัตตา
อ้างอิง 2.[ ขุทฺทกนิกาย จริยา อรรถกถาปกิณณกกถา เล่ม 74 หน้า 571

"...หรือบารมีย่อมตักตวงคุณมีศีลเป็นต้นอื่นไว้ในสันดานของตนเป็นอย่างยิ่ง หรือบารมีย่อมทำลายปฏิปักษ์อื่นจาก ธรรมกายอันเป็นอัตตา....

สรุปแบบโคตรสรุป

จากอนัตตลักขณสูตร - สิ่งที่เป็นอัตตา ต้อง

1. ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ คือไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย
2. บุคคลพึงได้ในสิ่งนั้นว่า ขอให้มันเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าเป็นอย่างนี้เลย คือ จะสั่งให้มันเป็นอย่างไรก็ได้

และพระพุทธเจ้าก็ตรัสแบบชัดเจนทีี่สุด  ไม่มีอะไรชัดกว่านี้แล้วครับ ใน พระสูตรขุทฺทกนิกาย จริยา อรรถกถาปกิณณกกถา เล่ม 74 หน้า 571 นี้ว่า ธรรมกายเป็นอัตตา

ด้วยเหตุนี้ ธรรมกาย จึงเป็นตัวทนแท้จริง เป็นอสังขตธาตุ ที่เป็นอมตะ ไม่มีวันตาย  และยังสามารถนิรมิตกายเป็นอะไรก็ได้  หรือไม่เนรมิตกายอะไรออกมาก็ได้ จะดำรงอยู่เป็นจิตปภัสสรบริสุทธิ์ เ็ป็นแสงสุกกาว   หรือจะเป็นจิตที่ไม่มีรูปอะไรก็ได้(อรูป)

ถ้าคณคิดว่า....พระสูตรในพระไตรปิฎก...ยังไม่ชัดเจนพอ  เอาพระสูตรมหายานด้วยไหมครับ   ขอให้ท้ามา  หรือขอให้ขอมาเท่านั้น   ผมจัดให้หนักๆ   ชนิด 3 ภพ 31-32 ภูมิ สะเทือนหวั่นไหวเลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 22, 2011, 12:07:25 PM โดย phonsak » บันทึกการเข้า
phonsak
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2011, 12:34:28 AM »

พระนายอธิบายให้นราธิปฟังว่า

บารมี   มาจากคำว่า   ปรม + อิ  สำเร็จรูปเป็น  ปารมิ  หรือ  บารมี

แปลโดยอรรถะ  หมายถึง  ..........

วิวัฏฏคามินีกุศล 10 ประการ  มี  ทาน เป็นต้น  มี  อุเบกขา เป็นที่สุด
ที่  พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย  พระปัจเจกโพธิสัตว์ทั้งหลาย
พระมหาสาวกโพธิสัตว์ทั้งหลาย
กระทำบำเพ็ญสั่งสมไว้ใน  จิตตสันดาน แห่งตน
เพื่อ
การตรัสรู้ยิ่งใน 
พระมหาโพธิญาณ 
พระปัจเจกโพธิญาณ 
และ
พระสาวกโพธิญาณ
อันเป็นไปเพื่อ  ................  อ นั ต ต ธ ร ร ม ที่พ้นไปจาก ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย 

คือ  พระนิพพาน




phonsakตอบ


คุณนราธิปและคุณพระนายครับ



ตามที่พระนายอธิบายเรื่องบารมี  มีการปกปิดข้อมูลสำคัญที่สุดเอาไว้คือข้อนี้

......หรือบารมีย่อมทำลาย
ปฎิปักษ์อื่นจากธรรมกายอันเป็นอัตตา.

  ธรรมกายอันเป็นอัตตา. เป็นสิ่งที่พระนายเขียนว่า

อันเป็นไปเพื่อ  ................  อ นั ต ต ธ ร ร ม ที่พ้นไปจาก ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย 

คือ  พระนิพพาน


สรุป

.................   คือ ธรรมกายอันเป็นอัตตา เป็นอ นั ต ต ธ ร ร ม ที่พ้นไปจาก ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย 

คือ  พระนิพพาน
บันทึกการเข้า
phonsak
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2011, 12:39:53 AM »

พระนายเขียน:

ใน  ติลักขณาคาถา

พระพุทธองค์ ก็ตรัสไว้โดยพระองค์เอง  ว่า

สัพเพ ธัมมา อนัตตา 
แปลว่า
ธรรมะทั้งหมด  ทั้งปวง  คือ  จิตปรมัตถ์   เจตสิกปรมัตถ์  รูปปรมัตถ์  นิพพานปรมัตถ์  ....

เป็น  อนัตตา  ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ และ ไม่ใช่ของใคร



ตอบ


คุณพระนายหมกเม็ด  ข้อมูลสำคัญที่สุดในติลักขณาทิคาถา อีกแย้ว

ติลักขณาทิคาถานั้น แสดงพระไตรลักษณ์เท่านั้น.

"สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ ยะทา ปัญญายะ ..."

เป็นเรื่องของสังขาร  สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ = all สังขาร เป็นอนัตตา

แต่นิพพานไม่ใช่สังขาร  นิพพานเป็นวิสังขาร จึงไม่อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

" สูญในพระนิพพานมีขอบเขต สูญจากกิเลสเท่านั้น รสของพระนิพพานมีอยู่ พระนิพพาน ไม่เกิดไม่ดับไปไหน เป็นอนัตตาธรรม เราจะเอาพระนิพพานมาเป็นอนัตตา เหมือนขันธ์ ๕ และกิเลสทั้งหลายมันก็ไม่ถูก เรียกว่าแยกอนัตตาธรรมไม่ถูก"

สรุป

อนัตตาธรรม หรือ สุญญตาธรรม เป็นความว่าง ความว่างมี 2 แบบ

1. ความว่าง ที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มูลเหตุของการเกิดมาจากอวิชชาและกิเลส

2. ความว่าง ที่เป็นนิจจัง สุขขัง อัตตา(อนัตตาที่เที่ยง ไม่ทุกข์ ไม่เป็นอนิจจัง) เป็นผลมาจาก จิตว่างจากกิเลส หรือ จิตสูญจากกิเลส

หวังว่าท่านคงจะได้รับความรู้ที่อวิชชาหรือมนตราของมารพยายามปิดบังเอาไว้ ไม่ให้เข้าใจในเรื่อง อนัตตาธรรม หรือ สุญญตาธรรม อย่างถูกต้อง ผมหวังด้วยว่า ตอนนี้ทุกท่านคงพอจะแยกแยะอนัตตาธรรมได้ถูกต้องเพิ่มขึ้น
บันทึกการเข้า
phonsak
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2011, 01:02:19 AM »

พระนายเขียนว่า: Phonsak  อ้างว่า

สิ่งใดที่เป็นอัตตา  สิ่งนั้นย่อมเที่ยง ไม่เป็นทุกข์  ซึ่งนิพพานก็เป็นสิ่งนั้น คือ อัตตา
.......................

( ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ   ไม่มี   เลยที่

พระพุทธเจ้า  จะตรัสว่า   นิพพาน  เป็น  อัตตา

มีแต่  

สัพเพ สังขารา  อนัตตา     ..... ธรรมะทั้งปวง  เป็น อนัตตา



เราถามเธอตรงๆว่า  เธอเป็นมนุษย์หรือเปล่า  ถ้าเป็นมนุษย์  เธอย่อมต้องมีเหตุมีผล  ใช้ตรรกกะ  ใช้การเปรียบเทียบเป็น

พระพุทธเจ้าให้นิยามคำว่า "อัตตา และอนัตตา" ไว้ในอนัตตลักขณะสูตร  "อัตตา" เป็นสิ่งที่เที่ยง ไม่มีอาพาธ  ไม่เป็นทุกข์  แต่"อนัตตา" เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีอาพาธ  จึงเป็นทุกข์

อนัตตลักขณสูตรท่อนจบพระพุทธเจ้าถามปัญจวัคคีย์ว่า

ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตน(อัตตา)ของเรา?

ป. ข้อนั้น ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า. (= อนัตตา..ใช่ไหม?)


ถ้ามีรูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ใด ที่ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสิ่งนั้นว่า ขอให้มันเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าเป็นอย่างนี้เลย สิ่งนั้นก็เป็น "อัตตา"  

หรือ สิ่งใดที่เป็นอัตตา  สิ่งนั้นย่อมเที่ยง ไม่เป็นทุกข์  ซึ่งนิพพานก็เป็นสิ่งนั้น ด้วยเหตุนี้ก็คือ "อัตตา"..ใช่ไหม?
 


เธอเป็นนักปริยัติ  เป็นเหมือนนกแก้วนุกขุนทอง  เธอจึงใช้ตรรกกะ  ใช้การเปรียบเทียบไม่เป็น  แต่พระอริยะสงฆ์เป็นผู้ที่มีกิเลสอวิชชาเบาบาง  จึงไม่โดนมารลวง  สามารถใช้ตรรกกะ  ใช้การเปรียบเทียบเป็น  เธอจึงควรฟังท่านเอาไว้บ้าง   ไม่ใช่ไม่ยอมแพ้อย่างเดียว  อย่างนี้ไม่ใช่วิสัยของผู้พยายามเข้าถึงธรรม


หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

"จิตวิญญาณมันไม่ใช่ของแตกของทำลาย แลไม่ใช่ของสูญหาย พระพุทธเจ้าสอนให้จิตมันเที่ยง เหมือนพระนิพพานเป็นของ เที่ยง ไม่แปรผัน ยักย้าย สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์....ท่อนต่อไปหายไป  แต่ตรรกะชี้ว่า   สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

โลก คือ รูป นาม กาย ใจ ของเรา ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้แน่นอน ความไม่เที่ยง มีอยู่ที่ไหน ความเป็นทุกข์ ก็มีอยู่ที่นั้น = อนัตตา

อดีตพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสโส)

" พระธรรมกาย ได้เแก่พระกายอันบริสุทธิ์ ไม่สาธารณะแก่เทวา และมนุษย์ หมายถึงจิตที่พ้นจากกิเลสแล้ว เป็นพระกายที่เที่ยงแท้ไม่สูญสลาย อินทรีย์ของพระอรหันต์ประณีตสุขุม แม้ตาทิพย์ของเทวดาก็มองไม่เห็น"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 22, 2011, 12:10:34 PM โดย phonsak » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Boxfm 87.5 ลำปาง โรงพิมพ์
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!