เห็นซึ่งกายในกาย เห็นซึ่งเวทนาในเวทนา เห็นซึ่งจิตในจิต เห็นซึ่งธรรมในธรรม ในพระสูตร -มหา.ที ๑๐/๑๑๙/๙๓. 274-สัมมาสติ ในฐานะเครื่องทำตนให้เป็นที่พึ่ง
http://truthoflife.fix.gs/index.php?topic=7134.0 เป็นการแกะเปลือกอัตตาอุปทาน งัดอัตตาปลอมๆตัวนี้ทิ้งไป แล้วจะเห็นว่าอัตตานุทิฏฐิลัวนี้เป็นอนัตตา เป็นอัตตาปลอมๆ แกะของปลอมออกเมื่อไร ก็จะเห็น
อัตตาของจริงที่ ไม่เกิด ไม่แก่ไม่เจ็บ ไม่ตาย = ธรรมกาย หรืออายตนะนิพพานพระพุทธเจ้าตรัสชัดๆว่า "ธรรมกายเป็นอัตตา" ในพระสุตตันตปิฎกเล่ม 74 หน้าที่ 571 ว่า "....หรือบารมีย่อมทำลายปฎิปักษ์อื่นจาก ธรรมกายอันเป็นอัตตา"
แต่พวกมารมันก็ยังกวนตีน เถียงหน้าด้านๆ เติมข้อความลงไป อ้างครูบาอาจารย์ในมหามกุฏราชวิทยาลัย ตีความเพิ่มคำว่า
สัสสตทิฏฐิที่เห็นผิดว่า บารมี ย่อมทำลาย สัสสตทิฏฐิที่เห็นผิดว่า ธรรมกาย เป็น อัตตาปฏิปักษอื่น...ในพุทธศาสนา ก็รู้ชัดอยู่แล้วว่าหมายถึง กิเลส ตัณหา อวิชชา กิเลส ตัณหา อวิชชาตัวนี้แหละ มันปิดบังให้พวกนี้กล้าบังอาจบิดเบือนพุทธพจน์
" เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มี
ตนเป็นที่พึ่ง มี
ตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ"
"ตน" นั้นก็คือ อัตตา ตนชนิดนี้กำจัด กิเลส ตัณหา และอวิชชา ออกหมดแล้ว แต่ตนอีกชนิดนึงซึ่งยังมี กิเลส ตัณหา และอวิชชาอยู่ คือ ตน..อุปทาน(อัตตวาทุปาทาน) หรือตน..ทิฏฐิ(อัตตานุทิฏฐิ)
สรุปตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จงเป็นผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง = ให้ตน..อุปทานพึ่งตนที่กำจัด กิเลส ตัณหา อวิชชาออกหมดแล้ว = ให้พึ่งพุทธะหรือพึ่งพระเจ้าในตัวเอง ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับพระรัตนตรัย
หลวงตามหาบัว เทศน์ว่า
"ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราตถาคต ตถาคตแท้ ๆ คือธรรม".......หลวงตามหาบัวเทศน์บ่อยๆด้วยว่า
" มหาวิมุตติ มหานิพพาน หรือธรรมธาตุนะ ...
เป็นธรรมแท้ ธรรมธาตุ เป็นหนึ่งเดียวกัน.... พระพุทธเจ้า
พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง ก็มันเป็นแล้วนั่นน่ะ มันมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน..."
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ เทศน์ว่า
"สรณะทั้ง ๓ คือ
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไปไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้
ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ
ผู้ใดยึดถือเป็นที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่ในกลางป่า หรือเรือนว่างก็ตาม
สรณะทั้งสามก็ปรากฏแก่เราอยู่ทุกเมื่อ"