::>Dhammakid.คอม : มหานครธรรมะสำหรับคนรุ่นใหม่
พฤษภาคม 18, 2012, 12:22:43 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ขณะนี้เว็บไซต์ธรรมะคิด ได้เปิดรับสมัครสมาชิกเว็บบอร์ดเพิ่มแล้วสามารถ คลิกสมัครสมาชิก ได้แล้วค่ะ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระอสีติมหาสาวก ตอนที่ ๓๐ กลุ่มพระชาวแคว้นโกศล ๏ การบรรลุธรรม พระวักกลิ บรรลุอ  (อ่าน 6160 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Thailoel
« เมื่อ: เมษายน 04, 2009, 11:40:23 AM »

พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๓๐ กลุ่มพระชาวแคว้นโกศล

๏ การบรรลุธรรม

พระวักกลิ บรรลุอรหัตผลหลังจากคิดฆ่าตัวตาย ดังได้กล่าวไว้แล้วว่าท่านหลงใหลในพระรูปกายของพระพุทธเจ้า ดังนั้นเมื่อบวชแล้วจึงละทิ้งการบำเพ็ญสมณธรรมทั้งหมด คอยเฝ้าแต่ติดตามดูพระรูปกายของพระพุทธเจ้าเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสเตือนท่านเนืองๆ ให้เลิกละการเที่ยวดูร่างกายอันจะเปื่อยเน่า และทรงชี้ทางออกให้หันมามุ่งหน้าบำเพ็ญสมณธรรม

วักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเท่ากับได้เห็นตถาคต
ผู้ใดเป็นตถาคต ผู้นั้นเท่ากับได้เห็นธรรม

พระวักกลิ แม้จะได้ยินพระพุทธเจ้าตรัสเตือนเช่นนี้ก็หาได้เข้าใจไม่ ท่านยังคงทำตัวเหมือนเดิม ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะประทับอยู่ที่ใด ท่านก็จะไปเฝ้าอยู่ใกล้ๆ พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่าหากให้เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ ท่านเองจะเป็นคนเสียหาย เนื่องจากจะไม่ได้บรรลุมรรคผลอันใด วันต่อมาเมื่อพระวักกลิมาเฝ้าจึงทรงขับไล่ไปให้พ้นจากพระองค์ พระวักกลิไม่ ทันเข้าใจถึงวิธีการของพระพุทธเจ้าจึงรู้สึกเสียใจมาก และออกจากวัดเชตวันไปหมายจะกระโดดภูเขาฆ่าตัวตาย พระพุทธเจ้าทรงติดตามดูการกระทำของท่านตลอดเวลา ครั้นทรงเห็นว่าจะฆ่าตัวตายจริงๆ จึงทรง ปรากฏพระองค์ให้เห็นพร้อมทั้งตรัสเรียกชื่อ ‘วักกลิ’ ซึ่งทำให้ท่านชงักและเกิดความดีใจว่าพระพุทธเจ้าตรัสเรียก ความน้อยใจแต่แรกหายไป กลายเป็นเกิดปีติ ขึ้นมาแทนที่ พระพุทธเจ้าทรงเห็นเป็นโอกาสอันสมควร จึงตรัสสอน

ภิกษุผู้เลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้า
มากด้วยความปราโมทย์
สามารถบรรลุทางอันสงบสุข
ซึ่งดับการปรุงแต่งเสียได้ทั้งหมด

การที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกและตรัสสอนท่านนั้น ทำให้ท่านเกิดความอบอุ่นใจและมีกำลังใจ จึงได้ตั้งสติเจริญวิปัสสนาพิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน ครั้นแล้วก็พลันเกิดความรู้แจ้ง ได้บรรลุอรหัตผล

พระยโสชะ บรรลุอรหัตผลหลังจากถูกขับไล่ออก จากวัดเชตวัน ดังได้กล่าวไว้แล้วว่าท่านเป็นชาวประมง หลังจากบวชแล้วก็พักอยู่แถบลุ่มน้ำอจิรวดีซึ่งเป็นบ้านเกิด วันหนึ่งได้พร้อมด้วยพระบริวารเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเชตวัน พระบริวารของท่านส่งเสียงดังอื้ออึงลั่นวัดด้วยความเคยชินมาแต่ครั้งเป็น ฆราวาส พระพุทธเจ้าจึงทรงตำหนิและขับไล่ให้ออกไปจากวัดเชตวันโดยด่วน ท่านรู้สึกสลดใจจึงพาพระบริวารออกเดินทางไปยังแคว้นวัชชี แล้วปลูกกระท่อมอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา ท่านและพระบริวารต่างมุ่งมั่นบำเพ็ญสมณธรรมจนได้บรรลุอรหัตผลในพรรษานั้นเอง

พระกุณฑธานะ บรรลุอรหัตผลพร้อมกับเวลาที่กรรมชั่วให้ผลสิ้นสุด มีเรื่องเล่าว่า ครั้นบวชได้ไม่นาน ท่านก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจต่อคำพูดเสียดสีของเพื่อนพระด้วยกัน จนไม่สามารถบำเพ็ญสมณธรรมได้ มูลเหตุที่ทำให้ท่านถูกพูดจาเสียดสีจนจิตใจฟุ้งซ่านนั้น ก็คือ นับตั้งแต่วันบวชมีคนเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินตามหลังท่านอยู่ตลอดเวลาและทุก สถานที่ ผู้หญิงคนนั้นตามที่คนทั่วไปเห็นมีรูปร่างสวยงาม เวลาเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ขณะใส่บาตรท่าน ชาวบ้านก็มักจะพูดว่า ส่วนนี้เป็นของท่าน อีกส่วนหนึ่งนี้เป็นของผู้หญิงที่ติดตามท่าน เวลาอยู่ในวัดเพื่อนพระก็จะพูดเสียดสีท่านว่าไม่น่าเลยท่านธานะคนดีต้องมา เป็นคนกุณฑะ (ชั่วช้า ในภาษาฮินดีใช้หมายถึง พวกนักเลงหัวไม้) จึงเป็นเหตุให้ท่านมีชื่อว่า ‘กุณฑธานะ’ มานับแต่นั้น

พระกุณฑธานะไม่ทราบเลยว่ามีผู้หญิงติดตามท่านอยู่ จึงรู้สึกไม่พอใจเมื่อถูกพูดจาเสียดสีบ่อยครั้ง เมื่อทนไม่ไหวจึงกล่าวตอบโต้บ้างอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะแก่เพื่อนพระด้วยกัน

“พวกท่านซีชั่วช้า อุปัชฌาย์อาจารย์ของพวกท่านก็ชั่วช้า”

ต่อมาความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามถึงข้อเท็จจริง เมื่อท่านยอมรับว่าได้กล่าวตอบโต้ จึงตรัสเตือน

“ภิกษุ กรรมเก่าเธอยังชดใช้ไม่หมด ไฉนจึงมาสร้างกรรมใหม่อีก”

จากนั้นพระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าถึงกรรมเก่าที่ท่านทำไว้

เรื่องที่พระกุณฑธานะมีผู้หญิงติดตามนี้ อื้อฉาวมากรู้กันทั่วเมืองสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศลในฐานะพุทธศาสนูปถัมภก ทรงเห็นว่าเป็นมลทินของพระพุทธศาสนา ทรงหวังจะช่วยชำระ จึงเสด็จไปตรวจสอบดูด้วยพระองค์เองถึงกุฏิของพระกุณฑธานะนั้น

ขณะนั้น พระกุณฑธานะกำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ในกุฏิ พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปถึงทอดพระเนตรเห็นหญิงคนหนึ่งแต่งตัวสวยงามยืนอยู่ ข้างหลังท่าน จึงทรงขออนุญาตเสด็จเข้าไปในกุฏิเพื่อดูหญิงนั้นให้ชัดเจน แต่ครั้นเสด็จเข้าไปแล้วก็ไม่ทรงพบเห็นแม้แต่เงา ทรงตรวจดูกุฏิทุกซอกทุกมุมก็ไม่ทรงพบเห็น จึงเสด็จกลับออกมาประทับยืนอยู่ในที่เดิม และขณะที่ประทับยืนทอดพระเนตรอยู่ในที่เดิมนั้น ก็ทรงเห็นหญิงนั้นอีก ในที่สุดทรงสรุปได้ว่าผู้หญิงนั้นคงไม่ใช่รูปจริง แต่คงเป็นรูปที่เกิดขึ้นมาจากกรรมเก่าของพระเถระ แรกทีเดียวที่เสด็จมาถึง พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงไหว้ แต่เมื่อทรงแน่พระทัยว่าท่านไม่ผิดอย่างที่ถูกกล่าวหา จึงทรงยอมไหว้แล้วทอดพระเนตรดูท่านอย่าง พินิจพิเคราะห์ ทรงเห็นท่านผ่ายผอมผิวพรรณซีดเซียว จึงทรงเข้าพระทัยได้ดีว่าท่านคงลำบากเรื่องอาหาร ดังนั้นก่อนเสด็จกลับจึงตรัสว่า

“พระคุณเจ้า นับแต่นี้ไปไม่ต้องไปบิณฑบาตที่ไหนหรอก โยมจะบำรุงท่านด้วยปัจจัย ๔ ขอให้ท่านตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมก็แล้วกัน”

นับแต่นั้นมาพระกุณฑธานะก็เข้าไปบิณฑบาตในพระราชวังทุกวัน ร่างกายก็เริ่มมีกำลังเพราะได้อาหารพอฉัน จิตเริ่มสงบเพราะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับคำพูดเสียดสี ท่านเจริญสมถะและวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล และทันทีที่ได้บรรลุอรหัตผลนั้นรูปหญิงที่ติดตามท่านก็หายไปพร้อมๆ กัน

พระปิลินทวัจฉะ ดังได้กล่าวแล้วว่า ท่านบวชเพื่อต้องการศึกษาวิชามหาคันธาระจากพระพุทธเจ้า ดังนั้นครั้นบวชแล้วพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนวิชามหาคันธาระนั้นทันที ด้วยการประทานกรรมฐานที่เหมาะสมแก่อุปนิสัยให้ ท่านบำเพ็ญกรรมฐานไม่นานก็ได้สำเร็จวิชา มหาคันธาระ คือ บรรลุอรหัตผล อันทำให้หยุดการดิ้นรนขวยขวายเพื่อลาภสักการะดังแต่ก่อน

พระมหาโกฏฐิตะ พระโสภิตะ พระอุปวาณะ พระเสละ พระนันทกะ มีหลักฐานกล่าวไว้คล้ายกันว่า หลังจากบวชแล้วไม่นานท่านได้บรรลุอรหัตผล แต่น่า เสียดายว่าไม่มีกล่าวถึงรายละเอียดการปฏิบัติธรรมของท่าน
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Boxfm 87.5 ลำปาง โรงพิมพ์
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!